วันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ข้ามห้วย ขึ้นเขา ไปหาด้วง


ดลและแดนกับด้วงกว่างสามเขาตัวโต

        หลังจากได้ใช้เวลานั่งรถไฟอย่างช้าๆไปเมืองกาญจนบุรีครั้งล่าสุด ทำให้ย้อนนึกถึงช่วงเวลาสำคัญตอนที่เป็นช่วงรอยต่อของวัยที่กำลังย่างเข้าสู่วัยรุ่นของลูกสองคน และถึงเวลาของการเลือกตัดสินใจระหว่างการกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาหรือจะดำเนินการบ้านเรียนให้กับลูกๆอีกต่อไป นับเป็นวัยที่ต้องการลิ้มลองการผจญภัยด้วยตัวเองมากขึ้น การไปเมืองกาญจในครั้งนั้นดลอยากไปบ้านพี่แจ่มที่ อ.สังขละบุรี ตามคำชวนของพี่ตู่โดยมีด้วงเป็นเป้าหมายสำคัญ ดลประเมินจากเส้นทางสำรวจกับพี่ตู่แล้วนับว่าเป็นเส้นทางที่น่าตื่นเต้น
ที่สำคัญจะเป็นการสำรวจในหน้าฝนด้วย และเป็นครั้งแรกที่ผมเริ่มเดินรั้งท้ายอย่างทุลักทุเลไปตลอดเส้นทางเช่นกัน นับเป็นประสบการณ์สำคัญอีกครั้งหนึ่งที่ทั้งดลและแดนยิ่งจะหาโอกาสแบบนี้ได้ยากยิ่งในปัจจุบัน แต่สำหรับผมนั้นจดจำได้ดีถึงจุดเปลี่ยนสำคัญเหล่านั้น

กว่างสามเขา Chalcosoma atlas 


ณ บ้านห้วยมาลัย
          จากอำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี เราต้องเดินทางไปอีก 215 กิโลเมตร กว่าจะไปถึงอำเภอสังขละบุรี เมืองแห่งสายน้ำ สามสายมาบรรจบกันเป็นแม่น้ำแคว ท่ามกลางขุนเขาเต็มไปด้วยผืนป่าที่ติดชายแดนพม่า เรามุ่งหน้าสู่บ้านพี่แจ่มผ่านสะพานข้ามสายน้ำชองกาเลียไปยังบ้านห้วยมาลัย หมู่บ้านชุมชนชาวมอญที่มีธรรมชาติห้อมล้อม มีแนวเขาตั้งตระหง่านเป็นฉากหลัง ที่บ้านพี่แจ่มยามค่ำคืนจึงเต็มไปด้วยแมลงและผีเสื้อกลางคืนที่หลากหลาย แม่พี่แจ่มเล่าให้ฟังว่าในบางค่ำคืนแทบจะไม่ต้องนอนเลยเพราะเสียงแมลงตัวโตบินมาตอมไฟบินชนหลังคาสังกะสีกันเป็นว่าเล่นตลอดคืน  เจ้าตัวที่ว่านี้คือกว่างสามเขาตัวโตสีดำมัน ดลและแดนเองก็ได้สัมผัสกว่างสามเขาที่นี่จากการทำไล้ท์แทรปในตอนกลางคืน ได้ยินเสียงกระพือปีกหึ่งๆบินวนก่อนจะเกาะผ้าขาวหรือไม่ก็หล่นพื้น เสียงดังปั๊กเพราะขนาดใหญ่ของมัน
เดินข้ามทุ่งหญ้า ผ่านทุ่งนา
พี่ตู่ นำทีมลัดเลาะผ่านเถียงนา 
 ข้ามห้วย ไต่ขึ้นเขา
          ยางในรถยนตร์ถูกสูบลมใบโตเตรียมไว้สำหรับข้ามลำห้วย พี่ตู่วางแผนกันไว้ว่าจะพาไปดูด้วงตามป่าไผ่แนวชายเขาหลังหมู่บ้าน เราเริ่มออกเดินไปตามทางหลังหมู่บ้าน พี่ทวนและวรรณชี้ไปที่แนวเขามองเห็นจากหมู่บ้านอยู่ลิบๆ ฝนลงเม็ดปรอยๆระหว่างย้ำเท้าไปถึงจุดข้ามที่ปลายลำห้วย สายน้ำขุ่นไหลแรงและกว้างพอๆกับถนนสองเลน ดลและแดนกลัวๆกล้าๆก่อนที่จะตัดสินใจนั่งบนไม้พาดห่วงยางให้พี่ตู่พาข้ามน้ำเชี่ยวกรากทีละคน จากนั้นเดินตัดทุ่งหญ้าลัดเลาะคันนา ข้ามลำห้วยน้ำใสเล็กๆก่อนเดินขึ้นเขาที่ลาดชันเข้าสู่ป่าไผ่ เดินไต่สูงขึ้นทางเดินจะลื่นเพราะฝนโปรยเอาไว้ ต้องคอยเกาะโหนต้นไผ่ไต่ดึงตัวเองขึ้นไป  ยิ่งสูงยิ่งชันและยิ่งลื่นที่สำคัญเมื่อนึกถึงตอนขาลงเราคงต้องไถลตัวลงไปแน่ๆ

ดลนั่งบนไม้พาดห่วงยางข้ามลำห้วยไหลแรง 
ข้ามลำธารน้ำใส ดล พี่ทวน วรรณและแดนนั่งพัก





ปีนขึ้นเขาท่ามกลางป่าไผ่
ค้นหาด้วงในดงไผ่         
          ป่าไผ่ค่อนข้างโปร่งไม่รกทึบนัก ลำต้นไผ่สูงเบียดเสียดฟ้าพื้นล่างยังมีไม้พุ่มผสมพืชคลุมดิน พี่ตู่ พี่ทวนและวรรณ ไต่ปีนนำทางอย่างคล่องแคล้ว "ไผ่นวลจะแตกต่างจาก ไผ่ตงและไผ่ข้าวหลามตรงที่ลำต้นจะมีสีขาวนวล ด้วงจะเจาะปลายยอดอ่อนให้เป็นรูแล้วกินน้ำยางที่ไหลออกมาเป็นอาหาร ฉะนั้นให้สังเกตุปลายยอดจะมีรอยหักนิดนึงไม่งั้นข้อไผ่ก็จะซ้อนกัน เรามักจะพบเจอด้วงคีมกวางเหลืองและกว่างชนเกาะอยู่ตามป่าไผ่แถวนี้" พี่ตู่บอกเล่าพลางชี้ให้ดูต้นไผ่นวล สีขาวแตกต่างจากไผ่ทั่วไป ดลและแดนแหงนมองตามขึ้นไป "โน้นไง" แดนตะโกนร้องชี้เป้าไปที่ก้อนดำๆ ตามปลายยอดของไผ่นวล  พี่ทวนไปที่โคนต้น ใช้สันมีดพร้าเคาะลำต้นแรงๆสองสามครั้ง เห็นก้อนดำๆร่วงลงพื้น ดลและแดนวิ่งไถลลงไปดูด้านล่าง คือด้วงคีมกวางเหลืองตัวผู้ มีคีมยื่นออกมาหนีบเจ็บอยู่เหมือนกัน "ถ้าเราเคาะต้นไผ่ไม่แรงพอด้วงจะบินไปเลย แต่ถ้าหล่นถึงพื้นด้วงจะรีบมุดลงดิน" พี่ตู่อธิบายให้เราฟัง คราวนี้เด็กสองคนได้แต่แหงนหน้ามองหาด้วงตามปลายยอดต้นไผ่นวล โดยมีพี่ทวนและวรรณเป็นคนคอยเคาะลำต้น "หนึ่ง สอง สาม ปัง! "วรรณนับสัญญาณให้พี่ทวนเคาะลำต้นไผ่ดังสนั่น  เห็นเป็นก้อนดำๆกระเด็นจากยอดร่วงลงพื้น ดลและแดนรีบไต่ลงไปใกล้โคนต้นตรงที่พื้นลาดชัน พบด้วงกว่างสามเขาสีดำเข้มตัวใหญ่อยู่หลายตัวส่งเสียงดังฟู่ๆ พี่ตู่แนะนำให้เลือกตัวผู้ที่มีเขาตัวโตๆไว้กับตัวเมียหนึ่งตัว เก็บใส่กระบอกไม้ไผ่ที่ตัดเตรียมไว้เอากลับไปเพาะเลี้ยง

ด้วงที่เกาะอยู่ปลายยอดต้นไผ่นวล

เวลาของด้วง
          "ปกติ ถ้าจับด้วงจะเลือกจับตัวใหญ่และจับตัวเมียไปตัวเดียวให้เป็นคู่ต่อไผ่หนึ่งกอ ที่เหลือปล่อยให้ออกลูกออกหลานตามธรรมชาติ จะไม่จับไปทั้งหมด" พี่ตู่เล่าไปพลางจับด้วงที่เหลือคืนที่ลำไผ่ "ต้องรอให้ถึงหน้าฝนพอฝนตกลงมา จนกระทั่งดินที่แห้งแข็งจะชุ่มชื้นอ่อนนุ่มจนด้วงเต็มวัยมุดขึ้นมาได้  มันจะทันกับหน้าหน่อไม้พอดีเป็นอาหารด้วงที่มีอุดมสมบูรณในหน้าฝน มันก็จะผสมพันธ์แล้วไต่ลงวางไข่ในดิน ปีละหนช่วงสั้นๆไม่ถึงหนึ่งเดือนในช่วงหน้าฝน ถ้าเป็นด้วงกว่างชนวงจรชีวิตจะประมาณ ๑ ปี แต่ถ้าเป็นด้วงคีมกวางเหลืองระยะหนอนจากไข่ไปเป็นตัวเต็มวัยจะนานถึงสองปีต้องรอให้เป็นตัวเต็มวัยแล้วพอถึงหน้าฝนอีกครั้งมันถึงจะขึ้นมา ฉะนั้นบางปีเราจะไม่เห็นด้วงคีมกวางเหลืองเลย"
ดลกับพี่ตู่กำลังเตรียมกระบอกเก็บด้วง
กระบอกไม้ไผ่เตรียมไว้เก็บกว่างชน
ดลกับด้วงคีมกวางเหลืองที่เก็บได้จากไผ่นวล

ด้วงคีมกวางเหลือง Odontolabis Mohoutii.
          พี่ตู่เล่าต่อไปอีกว่า "ถ้าเป็นนักเพาะด้วงก็จะรู้ว่า ด้วงที่เราเห็นกันอยู่ถ้าเป็นตัวผู้จะผสมพันธ์แล้วและสักพักก็จะตาย พอขึ้นมาจากดินก็จะรีบผสมเลยเพราะต้องแข่งกับธรรมชาติด้วยเพราะหน่อไม้กำลังออกถ้าไม่รีบผสมก็จะไม่มีอะไรกิน  ส่วนตัวเมียเราก็จะเลือกเก็บมาเพียงหนึ่งตัว เอามาไว้เพาะพันธ์ คืนส่วนที่เหลือให้กลับมุดดินไปวางไข่ตามธรรมชาติ แต่ถ้าเป็นนักสะสมเขาจะเก็บเอาแต่ตัวผู้เพราะตัวผู้มักสวยงามกว่าไม่เอาตัวเมียและมักจะไปเก็บในช่วงปลายปีหลังจากที่ด้วงผสมกันหมดแล้วและโตสมบูรณ์เต็มที่ก่อนที่จะหมดอายุ"


          

        จากประสบการณ์ในครั้งนั้น ดลแดนได้ด้วงกลับไปเพาะเลี้ยงถึงหนึ่งปีกว่าจะเห็นผลสำเร็จและเมื่อมีด้วงบางตัวตายจึงได้เรียนรู้วิธีเก็บสะสมซากแมลงที่ชำนาญขึ้น คงเพราะมีแมลงเป็นแรงบันดาลใจในการเรียนรู้มาตั้งแต่เด็ก ในอีกมุมมองหนึ่งก็เห็นว่าเป็นการรบกวนธรรมชาติที่ดำเนินอยู่อย่างสงบ แต่ในขณะเดียวกันก็มองลึกลงไปอีก เราจะเห็นการรบกวนธรรมชาติของกันและกัน อาจเป็นการรบกวนที่เป็นการพึ่งพากันหรือไม่ก็ตาม ต่างก็เป็นเรื่องปกติในระบบนิเวศน์  เพียงแต่ว่ามันจะเกิดการเรียนรู้ ปรับตัวให้มีความสมดุลย์และยั่งยืนร่วมกันขึ้นได้มากน้อยแค่ไหน




วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ปุกปุยแปดขา

Monocentropus balfouri บาล์โฟรี ทารันทูร่าจากเกาะ socotra ปากอ่าวเอเดน
       เรื่องเล่าสิ่งมีชีวิตของแมงมุมแปดขาเคยบอกเล่าความน่าสนใจมาแล้วสองตอน ถึงแม้ว่าแมงมุมยังมีแง่มุมที่ไม่ค่อยมีใครรู้มากนัก แต่ก็ยังคุ้นหูกันมาตั้งแต่วัยเด็กจากบทเพลง "แมงมุมลายตัวนั้น....หรือเพลง"Itsy Bitsy Spider" ที่เป็นทำนองเดียวกัน เรามักจะรู้จักแมงมุมในมุงมองอันน่าสะพึงกลัวของแมงมุมยักษ์ที่หลุดออกมาจากห้องทดลองเริ่มตั้งแต่ภาพยนตร์ขาวดำเรื่อง Talantula ในปี ค..1955 มาจนถึง "ชีล็อบ"แมงมุมยักษ์ในมิดเดิลเอิร์ท จาก ภาพยนตร์ไตรภาคลอร์ดออฟเดอะริงส์ และอีกมากมายหลายเรื่องที่มีแมงมุมยักษ์ออกมาอาละวาด แมงมุมบางชนิดที่ีมีตัวโตขึ้นมาหน่อยจึงให้ความรู้สึกน่ากลัวและเป็นอันตราย ตามความเป็นจริงแล้วเราพบว่ามีแมงมุมพิษร้ายแรงมากอยู่ ๓ ชนิดคือ แม่ม่ายดำ (Latrodecuts mactran) แมงมุมกล้วย Brazilian wandering spider (Phoneutria fera)และแมงมุมใยกรวยซิดนี่ย์ Sydney funnel-web spider ซึ่งต่างก็เป็นแมงมุมขนาดเล็ก

 Poecilotheria metallica  เมทัลลิกา ทารันทูร่ามาจากอินเดีย
Poecilotheria metallica  เมทัลลิกา ด้านใต้ทอง สีสวยสด
แมงมุมโบราณ
          แมงมุมทารันทูร่า(Tarantula)หรือคนไทยเรียกกันว่า "บึ้ง" ถูกจัดอยู่ในกลุ่มแมงมุมโบราณ อยู่ในอันดับฐาน Mygalomorphae และจัดอยู่ในวงศ์ Theraphosidae เป็นแมงมุมที่มีวิวัฒนาการมาตั้งแต่ยุคโบราณกว่า 350 ล้านปีมาแล้ว มีการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างน้อยมาก ถ้านับจากแมงมุมที่โบราณกว่าเช่นแมงมุมท้องปล้อง นอกจากนี้ทารันทูร่ายังต่างจากแมงมุมกลุ่มทรูสไปเดอร์(True spider)ซึ่งมีพัฒนาการกว่า มีเส้นใยที่ให้คุณสมบัติเหนียว ยืดหยุ่น แข็งแรงมาก และมีรูปแบบโครงสร้างการขึงใยที่ตอบสนองต่อการล่าเหยื่อและการรับรู้ที่ไวต่อการสั่นสะเทือนได้เป็นอย่างดี พร้อมทั้ง มีชุดดวงตาที่สามารถมองเห็นและกะระยะได้อย่างแม่นยำมากขึ้น

Liphistius sp. แมงมุมโบราณท้องปล้อง โบราณกว่า ทารันทูร่า 

แมงมุมวงศ์ Nemesiidae เป็นกลุ่ม Mygalomorph (กลุ่มแมงมุมโบราณ)ปากรูมีฝาปิดห้มใยไว้

เป็นกลุ่ม Mygalomorph อีกชนิดหนึ่ง
          ในขณะที่ทารันทูร่าเป็นแมงมุมตัวโตที่มีสายตายังไม่ค่อยดีนัก มีเส้นขนที่ปกคลุมทั้งตัว ที่เส้นขนบางจุดสามารถรับรู้แรงสั่นสะเทือนจากโลกภายนอก ขนปุกปุยตามตัวจึงเป็นตัวจับแรงสั่นสะเทือนที่สามารถทำให้รับรู้รอบตัวได้ ทารันทูร่าอาศัยอยู่ทั้งในโพรงดินและตามต้นไม้ซึ่งมักจะเลือกตามซอกหลืบระหว่างกิ่งไม้หรือโพรงไม้โดยมิได้ขึงใยแบบทรูสไปเดอร์ แต่ทารันทูร่าจะสร้างเส้นใยสำหรับฉาบภายในรู ชักใยฉาบโดยรอบจนล้นออกมานอกบริเวณปากรูและบริเวณรอบๆ  ใยของทารันทูร่าจะไม่มีความเหนียวพอที่จะจับเหยื่อได้เลย ใยของมันเหมาะสำหรับป้องกันโพรงดินมิให้พังทลายลงมามากกว่า และช่วยป้องกันมิให้มีสัตว์หรือสิ่งใด ๆ มารบกวน

ใยทารันทูร่าอ่อนนุ่มไม่เหนียว ฉาบปากรู
ดวงตาเล็ก ๘ ตา และขนฟู
ปุกปุยแปดขา
          ทาเลนทูร่า มีลักษณะพิเศษตรงที่มีขนปุกปุยทั่วทั้งตัวรวมถึงสีสันลวดลายที่สดใส เป็นแมงมุมที่มีขนาดใหญ่ ใหญ่โตที่สุดถึง 33 ซม.มีขนาดโดยเฉลี่ย 15 ซม. และมีอายุยาวนานถึง 15-20 ปี ปัจจุบันค้นพบทารันทูร่าแล้วถึง 900 ชนิด สำหรับในเมืองไทยมีทาลันทูร่าที่เรียกกันว่า "บึ้ง" ค้นพบแล้วทั้งหมด 16 ชนิด แต่ยังไม่ได้ตั้งชื่อ ๗ ชนิด เท่าที่พบเจอกันบ่อยและรู้จักชื่อกันมาเช่น บึ้งดำ บึ้งสีน้ำเงิน บึ้งลาย และบึ้งสีน้ำตาล และยังมีบึ้งอีกหลายชนิดที่ยังไม่ได้มีการค้นพบในหลายพื้นที่ของประเทศไทย รวมถึงในประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงด้วย
 
น้าหมูกับกล่องเลี้ยงทารันทูรา
ใยแมงมุมกลุ่มทรูสไปเดอร์จะเหนียวแข็งแรงมาก

มนุษย์แมงมุม
          ตอนที่ผมได้เริ่มเชื่อมต่อข้อมูลแมงมุมที่น่าสนใจบนโลกออนไลน์ เป็นจังหวะเวลาพอดีได้เจอกับมนุษย์แมงมุมที่คอยตอบคำถามสารพัดเกี่ยวกับแมงมุม จนได้มีโอกาศไปพบปะพูดคุยขอข้อมูลแมงมุมโดยตรงโดยเฉพาะเรื่องของแมงมุมทารันทูร่าตัวเป็นๆหลายชนิดรวมถึงบึ้ง ทารันทูร่าของไทยด้วย
          มนุษย์แมงมุมที่ว่านี้ก็คงไม่ใช่"สไปเดอร์แมน" ฮีโร่ในภาพยนตร์ดัง แต่เป็นมนุษย์สำรวจแมงมุมธรรมดาคนหนึ่ง "น้าหมู" เชาวลิต ส่งแสงโชติ .....จากนักเลี้ยงแมงมุม นักค้าแมงมุม และได้ก้าวเข้ามาในแวดวงวิชาการ อาจมีหลายคนคิดว่าเป็นการใช้โอกาสเข้าถึงแหล่งทรัพยากรหรือเปล่าไม่มีใครทราบได้........"ผมไม่ได้จบปริญญาด้านชีววิทยามา ไม่ได้จบสัตวิทยามา ไม่ได้จบอะไรที่เกี่ยวข้องกับพืชหรือสัตว์เลยแม้แต่น้อย....ชีววิทยาเป็นสิ่งที่ผมชอบมาตั้งแต่เป็นเด็ก แล้วทำไมผมไม่เรียน? คำถามนั้นผมตอบได้แต่มันจะสำคัญอะไรในเมื่อผมกลับไปแก้ไขอะไรมันไม่ได้"....ตัดตอนคำบอกเล่าจากภูมิหลังบางส่วนของน้าหมูแล้วเราได้มานั่งคุยกัน

น้าหมูกับ เมทัลลิกา
Chilobrachys sp. บึ้งน้ำตาล                  
คุยกับน้าหมู
          "แมงมุมในเมืองไทยมีการศึกษาวิจัยน้อยมากครับ ที่กำลังทำการศึกษาวิจัยอยู่ในระดับปริญญาโทถึงปริญาเอกเอกตอนนี้มีอยู่ ๖คน เท่าที่ผมทราบนะครับ กลุ่มนี้อยู่ในแวดวงวิชาการนอกนั้นผมไม่แน่ใจ  ซึ่งงานวิจัยก็จะเป็นเรื่องแมงมุมกับระบบนิเวศน์ในนาข้าว การสำรวจความหลากหลายของแมงมุมในประเทศไทยและที่ทำเรื่อง บึ้ง หรือทารันทูร่าไทย ก็จะเป็นที่ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯซึ่งผมมีส่วนกระตุ้นน้องๆให้เค้าทำวิจัยเรื่องบึ้งของไทย" น้าหมูเริ่มเล่าถึงภาพรวมสถานะการณ์การศึกษา แมงมุมและบึ้งของไทย

Chilobrachys sp. บึ้งน้ำตาล
  Ornithoctonus aureotibialis บึ้งแข้งทอง    
          ทารันทูร่าเป็นสัตว์เลี้ยงประเภทแปลก มีคนชอบเอามาไต่ตามตัวตามมือน้าหมูคิดเห็นยังไง? "ผมกำลังจะบอกว่ามันไม่ควรจะทำอย่างนั้น จริงๆมันก็กัดคุณได้แต่พิษมันไม่ถึงตายหรอก มันอาจจะเป็นการส่งเสริมให้คนแห่มาเลี้ยงสัตว์แปลกพิเศษมากขึ้นเพราะมันเรียกร้องความสนใจได้ดีสำหรับวัยรุ่นด้วยกัน  แทนที่จะเป็นการลักลอบจับสัตว์ป่าคุ้มครองมาเลี้ยง แต่ที่สำคัญถ้ามันหลุดหรือคุณปล่อยทิ้งเข้าไปสู่ระบบธรรมชาติมันก็จะเป็นเอเลี่ยนสปีชี่ย์ซึ่งมีผลกระทบที่เราคาดการณ์ไม่ได้เลย  มันเป็นเส้นบางๆอยู่ระหว่างสิ่งเหล่านี้ เพราะเอ็กโซติคเพ็ทก็นำเข้าอย่างถูกกฏหมายและบางชนิดเพาะพันธ์เองได้ด้วย ทารันทูร่าจากประเทศต่างๆ มีสีสันสวยงามหลากหลายคนจึงอยากเลี้ยงและมีไว้ครอบครอง บึ้งไทยก็มีสีสวยงามเช่นบึ้งสีน้ำเงิน และบึ้งตัวโตสีน้ำตาล ผมเคยเจอบึ้งสีน้ำตาลขนาดถึงเจ็ดนิ้ว" แล้วในระบบนิเวศน์"บึ้ง" มีบทบาทยังไงบ้าง ? "เป็นที่รู้กันดีนะครับว่าแมงมุมเป็นน้กล่าแมลง คอยควบคุมปริมาณประชากรแมลง บึ้งแมงมุมตัวโตก็กำจัดแมลงตัวโตไงครับ อย่างตั้กกะแตนปาทังก้าตัวใหญ่ๆ บึ้งกินได้หมด มันกินได้แม้กระทั่งสัตว์เลื้อยคลานตัวเล็กๆ กิ้งก่า จิ้งจกหรืองูตัวเล็กๆ ถ้าเข้ามาในรัศมีมันจะกินหมด ที่เราต้องศึกษาบึ้งเพราะพื้นที่ถูกบุกรุกและที่สำคัญมีการใช้สารเคมีมาก กว่าที่เราจะเห็นตัวโตได้ขนาดนี้ใช้เวลาสี่ห้าปีนะครับไม่ง่ายเลย บึ้งไข่ทีละร้อยกว่าถึงสามร้อยเท่าผมเคยเจอ แต่กว่าจะโตรอดมาได้สักกี่ตัว บึ้งตัวเล็กๆเป็นอาหารของสัตว์อื่นได้ง่ายเช่นกัน คนไทยก็กินบึ้ง จับมาย่างแล้วก็ตำทำน้ำพริก ผมเคยกิน อร่อยมากรสชาติเหมือนกุ้งเลย ทางอีสานจะกินกันเป็นปกติ" เป็นเพียงบางส่วนจากการได้พูดคุยกับน้าหมูเรื่องบึ้งและแมงมุม
Latrodectus geometricus แม่ม่ายสีน้ำตาล      
          ปัจจุบันน้าหมู ร่วมงานวิจัยและตีพิมพ์ กับศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านกีฏวิทยา ชีววิทยาของผึ้ง ความหลากหลายทางชีววิทยาของแมลงและไร ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสาตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีภาระกิจสำรวจและค้นหาแมงมุมชนิดใหม่โดยเฉพาะกลุ่มแมงมุมโบราณ(Mygalomorph) ก่อตั้ง Spider Planet.com รวบรวมข้อมูลแมงมุม โดยหวังว่าจะให้แรงบันดาลใจและความเข้าใจในแมงมุมมากขึ้น และกำลังทำโครงการ"มอบกล้องให้น้อง ส่องอนาคต" ให้กับ รร.ในต่างจังหวัดอีกหลายจังหวัด สร้างนิสัยเรียนรู้วิทยาศาสตร์และปลูกฝังให้เด็กๆและเยาวชนได้ตระหนักถึงการอนุรักษ์แมงมุมและระบบนิเวศของเรา ว่าแล้วต้องหาโอกาศไปสำรวจแมงมุมกับน้าหมูให้ได้อีกสักครั้ง 

วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ถึงก็ช่าง.... ไม่ถึงก็ช่าง



ช่วงเวลามีค่าของเด็กไปโรงเรียนช่างแตกต่างกับสมัยที่ดลและแดนทำบ้านเรียนเป็นอย่างมาก ปิดเทอมใหญ่จึงถือเป็นอีกช่วงเวลาที่สำคัญ ดลอยากกลับไปเยือนแหล่งธรรมชาติที่คุ้นเคยในหลายๆแห่ง แม้ว่าดลกับแดนและเพื่อนๆจะได้ไปเขาใหญ่กลับมาแล้วและอีกไม่นานก็จะถึงเวลาเปิดเทอม ดลอยากไปบ้านพี่ตู่ที่ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี อีกสักครั้ง จากฝั่งตรงกันข้ามของน้ำตก ที่ ต.วังกระแจะเห็นไร่มันติดชายเขาเก่าแก่ มีถ้ำผาธรรมชาติให้สำรวจ มีอ่างเก็บน้ำ และแม่น้ำแควน้อย เป็นพื้นที่ธรรมชาติกลางแจ้งที่คุ้นเคยของเด็กๆ   แต่สำหรับครั้งนี้ ดลกับผมเลือกเดินทางไปโดยทางรถไฟกันตามลำพัง
รถไฟฟรี สายธนบุรี-น้ำตก(ไทรโยคน้อย)
รถไฟฟรีมีมาตั้งแต่ปี ๕๑ เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพแก่ประชาชน โดยไม่จำกัดฐานะชนชั้น จนถึงปัจจุบันนโยบายนี้ได้รับการพิจารณาให้ได้รับขยายเวลาออกไปจนถึง ๓๑ ก.๕๘ นี้ ก่อนที่จะได้รับพิจารณาเห็นชอบหรือปรับปรุงอีกครั้ง  ถือเป็นโอกาสดีของผมและดลที่จะได้ลองนั่งรถไฟฟรีบริการสวัสดิการจากภาครัฐ ซึ่งถือว่าเป็นสิทธิภาพในการเดินทางตามอัตภาพที่ประชาชนคนไทยทุกคนสามารถทำได้ โดยการแสดงสิทธิด้วยบัตรประชาชน เพื่อรับตั๋วฟรีในการเดินทาง ขบวน 257 ออกจากสถานีธนบุรี เวลา 07.50 .เราจะถึงสถานีน้ำตก ในเวลา 12.35 .ตามตารางกำหนดเวลาเดินรถ 



ประสบการณ์ความเนิบช้า
จากสถานี(กรุงเทพฯ)ธนบุรี รถไฟจะต้องแวะจอดสถานีทั้งหมดถึง ๑๕ สถานี ผมและดลได้สัมผัสชีวิตที่ช้าลงจากรถไฟขบวนนี้ แบบที่ไม่ต้องแวะปั้มเข้าเซเว่นกันเลย ขนมจีบ ผัดไทย ไก่ย่างและข้าวผัดยันเฟร้นช์ฟรายฯลฯ ของกินพร้อมสรรพมีให้เลือกซื้อเป็นระยะ มีผู้คนเปลี่ยนผ่านบนเส้นทางเดียวกัน หากแต่ต่างกรรม ต่างวาระและจุดหมาย ชีวิตต่างดำเนินไปไม่เร่งรีบมีเรื่องราวที่ถูกเรียงลำดับให้เวลาลื่นไหลไปโดยไม่รู้สึกถึงความหน่วงเหนี่ยว เป็นความเนิบช้าที่ให้โอกาสเรา ได้เรียนรู้จากมิตรร่วมทางด้วยบทสนทนาสั้นๆแค่เพียงบางถ้อยคำก็ตาม
ลุงนัน เป็นคนแรกที่ทักทายเราในโบกี้รถไฟ ลุงนันรับจ้างทั่วไป ตั้งแต่แบกข้าวสาร ล้างรถ ไปจนถึงชงกาแฟ แต่วันนี้จะไปลงที่สถานี แควใหญ่ และจะปั่นจักรยานไปที่ สะพานจินดา ไปช่วยงานก่อสร้างต่อเติมรีสอร์ทแถวๆนั้น ลุงนันอุ้มกระเป๋าหนังคู่ใจเปิดให้ดูของสำคัญ ข้างในกระเป๋ามี พระเครื่อง ยานวด หนังสือพิมพ์ ใบปลิวใบ้หวยและเรียงเบอร์ ผมแปลกใจ...ลุงไม่มีเสื้อผ้าติดกระเป๋าเลยสักชุดเดียว ลุงนันบอกว่าของพวกนี้เพื่อนเค้าฝากซื้อ....


พี่เหน่งกับพี่เนย เราได้พบเจอพูดคุยกับหนุ่มสาวคู่นี้ ทั้งขาไปและขากลับขบวนเดียวกัน พี่เหน่งกับพี่เนยเลือกใช้เวลาบรรยากาศโรแมนติคธรรมชาติจากรถไฟขบวนนี้ พี่เหน่งทำอาชีพขับรถ ส่วนพี่เนยขายของ จัดเวลาให้กันในวันหยุดจะไปถึงสุดปลายทางที่สถานีน้ำตก แล้วค่อยไปเดินหารีสอร์ทราคาประหยัดพักผ่อนเล่นน้ำและกลับในวันรุ่งขึ้น

น้องปุ้ย นิสิตปีที่๑ คณะ วิศวกรรม ม.ศิลปากร สะพายกล้องมากับเพื่อนอีกสองคน น้องปุ้ยชอบถ่ายภาพ รอจังหวะบันทึก วิถีผู้คนบนรถไฟ เป็นครั้งแรกบนขบวนรถสายน้ำตก จะไปลงที่สถานีถ้ำกระแซ เพื่อถ่ายภาพ ทางรถไฟสายมรณะในมุมที่งดงามที่สุด
ลุงวัฒน์ เป็นคนที่นั่งหลับมาตั้งแต่สถานีต้นทาง มาได้คุยกันตอนที่แกตื่นจะลงที่สถานีท่าเรือน้อย เพื่อไปทำงานรับจ้างก่อสร้างที่อำเภอท่ามะกา
กลุ่มชมรมจักรยานพระราม๘ ลุงพรชัยข้าราชการเกษียณนายทหารอากาศเก่าชวนเพื่อนสมาชิก พร้อมจักรยานพับประจำตัวแบกขึ้นรถไฟในทริปพิเศษนี้ จะไปลงกันที่ สถานีแควใหญ่ และเริ่มปั่นกันไปถึงหนองบัวระยะทางสิบกว่ากิโล พักลงเล่นน้ำแล้วปั่นกลับมาให้ทันขึ้นรถในตอนเย็น
คุณยายสมรักษ์ กับหลานและพี่ขวัญ นั่งรถไฟมาลงที่สถานีกาญจนบุรี ใช้เส้นทางนี้ไปบ้านน้องสาวในเมืองกาญจนบุรีเป็นประจำเพราะทั้งประหยัดและสะดวกมากสำหรับหลานซนสองคน

น้าปีย์ ขึ้นรถที่สถานีนครปฐม พร้อมสัมภาระถุงปุ๋ยขาวสะอาดพับกอดติดตัว น้าปีย์เลือกนั่งพื้นอยู่มุมโบกี้ด้วยหน้าตายิ้มแย้มดูสงบเย็น คุยกันว่าจะลงที่สถานีท่าเรือน้อยเพื่อไปช่วยงานบุญที่วัดท่ามะกา ก่อนจะไปเยี่ยมลูกสาวและเดินสายเก็บของเก่ารีไซเคิลต่อ น้าปีย์ยึดอาชีพเก็บของเก่ามาสิบกว่าปีเพื่อส่งลูกสาวเรียนจนจบ ไม่มีบ้านและทรัพย์สมบัติ มีงานเก็บของเก่ากับงานบุญทุกๆวัดที่ไปช่วยอาศัยกินนอนเป็นหลัก มีสิ่งสำคัญพกติดตัวอยู่ในถุงปุ๋ยคือ มุ้ง เพื่อให้ได้พักนอนหลับและตื่นแข็งแรงในวันรุ่งขึ้น
 

พี่เก่ง สาวมาดมั่นขึ้นมานั่งรถไฟเที่ยวแบบนี้เป็นประจำในวันหยุดสุดสัปดาห์ อยากลงเดินเที่ยวที่สถานีไหนก็ลง วันนี้กะว่าจะลงที่สถานีนครปฐม ไปเดินเล่นไหว้พระและหาของอร่อยกิน
ด็อกเตอร์จิมและมิสลอรี่ เป็นชาวต่างชาติคู่เดียวบนตู้โดยสารที่ตีตั๋วโดยสารราคา100บาท ดร.จิมทำงานเกี่ยวกับองค์กรเครือข่ายการจัดการปรับสภาพทางสิ่งแวดล้อมจากผลกระทบวิกฤติโลกร้อนในกลุ่มประเทศอาเซียน(Asian Cities Climate Change Resilience Network) เลือกมาท่องเที่ยวเส้นทางรถไฟสายน้ำตกเพราะความเป็นเส้นทางสายประวัติศาสตร์และต้องการสัมผัสวิถีชีวิตของคนไทยจริงๆ ทั้งคู่จะไปลงที่สถานีน้ำตกและจะใช้เวลาพักผ่อนที่รีสอร์ตแห่งหนึ่งสักสองสามวัน


ในมุมมองของผม รถไฟฟรีชั้น ๓ ยังเป็นแค่โครงการทดลองช่วยเหลือในรูปแบบของการให้เปล่าแบบประชานิยมเอาหน้ารอดถึงจะเป็นมาตรการชั่วคราวแต่ก็มีการต่ออายุมาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน ๗ ปีเข้าไปแล้ว ไม่พบเห็นพัฒนาการความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรมให้จับต้องได้ ทั้งๆที่หลายๆฝ่ายมองเห็นศักยภาพของรถไฟ ที่สามารถพัฒนาบูรณาการไปสู่รัฐสวัสดิการในหลายมิติเช่น ขนส่งมวลชน สิ่งแวดล้อม เศรฐกิจและท่องเที่ยว จนถึงท้ายสุดทำให้ผมรับรู้ได้ว่า ความเนิบช้าต้องมิใช่ความล้าหลัง แต่เป็นการดำรงอยู่กับปัจจุบันอย่างสมดุลและยั่งยืนมากกว่านะ