วันพฤหัสบดีที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

เด็กชายที่ชอบมด


ดลและแดน เป็นเด็กชายที่ชอบมดมาตั้งแต่เริ่มสนใจธรรมชาติ ดลมักชวนน้องและเพื่อนที่สนใจมดด้วยกันออกเดินสำรวจมดอยู่เป็นประจำ แตกต่างจากประสบการณ์ของหลายๆ คนที่เห็นมดแล้วอาจจะรำคาญ หรือนึกถึงมดแล้วจะต้องร้องยี้...คงเป็นเพราะตอนที่มันบุกเข้ารุกราน บนโต๊ะอาหาร ในขนมของหวานของเด็กๆ หรือแม้กระทั่งในเครื่องใช้อุปกรณ์ไอทีก็ไม่เว้น  มดจึงถูกจัดอยู่ในประเภทสัตว์ส่วนเกินที่จะต้องถูกกำจัดออกไปจากวิถีชีวิตในสังคมเมือง ทัศนคติติดลบที่มีต่อมด อาจบดบังเรื่องราวดีๆ ของมด จนทำให้เรามองข้ามความสำคัญของมดที่มีต่อระบบนิเวศน์ในธรรมชาติไป ดลและแดนเคยได้ยินเรื่องราวของเหล่ามวลมด จากนครเบล โอ-ฆาน ในหนังสือกองทัพมด ที่พ่อเคยอ่านให้ฟังในช่วงวัยห้าหกขวบ  แม้ว่าจะมีโครงเรื่องอันสลับซับซ้อน แต่เรื่องราวของมดที่เก็บนำ้ผึ้งไว้ที่ท้องและรายละเอียดบางส่วนที่เกี่ยวกับมดในเรื่องนี้ สร้างแรงบันดาลใจ กระตุ้นต่อมอยากรู้อยากเห็นการทำรังของมดทั้งระบบให้กับเด็กๆ



เกี่ยวกับมด                
เราค่อยๆ สะกดรอยความรู้เกี่ยวกับมดตามเด็กๆไป จากแมลงไปถึงมดซึ่งเป็นพวกเดียวกัน มดทุกชนิดมีหกขาเป็นแมลง(Class insecta) ถูกจัดอยู่ในวงศ์มด(Family Formicidae) อันดับ ผึ้ง ต่อ แตน และมด(Order Hymenoptera) แต่ดลเคยเห็นมดหน้าตาแปลกประหลาด  จึงบันทึกภาพไปถามน้าเกรียงได้ความว่าเป็นแมงมุมเลียนแบบมด แต่มีขา 8 ขา ธรรมชาติช่างสร้างสรรค์ได้มหัศจรรย์ มดเป็นแมลงสังคมอาศัยอยู่ร่วมกันเป็นรัง  แต่ละรังจะมีมดมากกว่าสองถึงสามรุ่น มดโตเต็มวัยจะคอยดูแลมดวัยอ่อน มีมดนางพญาตัวโตวางไข่ กับมดตัวผู้มีปีกคอยผสมพันธ์ ส่วนมดงานกับมดทหารจะผสมพันธ์ไม่ได้ ในรังมดหนึ่งรังจึงมีเรื่องราวอันสลับซับซ้อนน่าค้นหาอยู่มาก ยังไม่นับความหลากหลายของมดแต่ละชนิดที่จำแนกชนิดแล้วทั่วโลกมีอยู่ประมาณ 15,000 ชนิด

เลี้ยงมดทั้งรัง
                ดลอยากเข้าไปเห็นเมืองในอาณาจักรของมด ซึ่งต่างทำหน้าที่และบทบาทของมดในแต่ละวรรณะให้ดำเนินภาระกิจไปตามระบบวงจรชีวิต นอกจากทำการสำรวจมดชนิดต่างๆ เพื่อรู้จักหน้าตาของมดสายพันธ์ต่างๆแล้ว เด็กชายดลเริ่มศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการเลี้ยงมด และต้องเข้าใจกันก่อนว่า การเลี้ยงมดหมายถึงมดทั้งรังทั้งระบบสังคม คงมิใช่การจับมดสองสามตัวมาเลี้ยง องค์ประกอบสำคัญของวงจรชีวิตที่จะพัฒนาเป็นมดหนึ่งรังได้ คงต้องมีมดนางพญาและมดตัวผู้ หรือหากเป็นนางพญาตัวเดียวที่ผสมพันธ์แล้วเธอจะค่อยๆขุดรูลงไปวางไขเพื่อผลิตมดงานและมดทหารออกมาหาอาหารและขุดสร้างรัง การเลี้ยงมดจึงต้องเตรียมพื้นที่มีดินไว้สำหรับให้มดขุดอุโมงต่อเชื่อมกันเป็น ห้องนางพญา ห้องเก็บอาหารและเก็บไข่ที่จะกลายเป็นดักแด้ สิ่งมหัศจรรย์ของชีวิตกำลังจะดำเนินไปในกล่องเลี้ยงมดที่ดลเคยคิดจินตนาการออกแบบไว้เพื่อการนี้

อุปสรรค...บทเรียนรู้สำหรับมดทั้งรัง
                หลังจากที่เริ่มรู้จักมดหลายชนิดรอบๆบ้าน ดลใช้น้ำหวานวางไว้แต่ละจุดในบ้านแล้วคอยดูว่ามีมดชนิดใดบ้างมากินนำ้หวานและทำตารางบันทึก มดคันไฟ มดเหม็น และมดอื่นๆที่อยู่ตามบ้าน ในครั้งแรกๆได้ผลน่าตื่นเต้น แต่การเลี้ยงมดครั้งแรกไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิด แม้ว่าจะมีการเตรียมกล่องใส่ดินและท่อน้ำกับอาหาร ไว้อย่างพร้อมเพรียง เนื่องจากมดทำรังได้ทุกที่ เราสามารถพบได้ทุกหนแห่งของระบบนิเวศน์พื้นดิน   จากใต้ดินจนถึงเรือนยอดของต้นไม้สูง ประสบการณ์แรกๆ ของดลจึงอาจจะรู้จักมดน้อยไปหน่อยทำให้การเลี้ยงมดทั้งรังไม่ประสบผลสำเร็จ  เพราะพฤติกรรมในการหาอาหารของมดแต่ละชนิดแต่งต่างกัน การผสมพันธ์ของมดตัวผู้กับนางพญา และระบบสังคมในมดแต่ละชนิดมีลักษณะเฉพาะตัว การเลี้ยงมดครั้งแรกๆจึงเป็นการชิมลางหาประสบการณ์กับระบบสังคมของมดชนิดต่างๆ ที่ได้พบเจอเป็นประสบการณ์ตรงและข้อมูลจากผู้รู้ ไปจนถึงแหล่งข้อมูลที่ พิพิธภัณฑ์มด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

             

ประสบการณ์มด
             ประสบการณ์บันทึกภาพมดโดย ด.. ดล เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเฝ้าสังเกตุการณ์ระบบชีวิตตัวเล็กๆ ภารกิจของมดแต่ละตัวกว่าจะเป็นระบบสังคมที่เป็นรังได้นั้นมหัศจรรย์และสำคัญต่อระบบนิเวศน์ในธรรมชาติมาก ดลได้พาน้องและพ่อแม่เข้ามาทำความรู้จักมด เฝ้าศึกษาสังเกตุการณ์มดมาตั้งแต่วัยเด็ก สิ่งสำคัญเหล่านี้ยังครุกรุ่นเป็นแรงบันดาลใจให้กับเด็กชายดลไม่เลิกรา  ซึ่งคราวหน้าจะเป็นเรื่องราวการศึกษามดที่ซับซ้อนขึ้นของกลุ่มเด็กๆ ที่รักมดในปัจจุบัน

วันอังคารที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เด็กๆ ดูนกไปทำไม ?












กล้องดูนกตัวแรก......
          กระเป๋าผ้าเก่าๆ ข้างในบรรจุขาตั้งกล้องและ"สโคป" กล้องดูนกตาเดียวที่ดลและแดนได้รับมอบจาก"อาวิ" ไว้เพื่อกิจกรรมดูนก และศึกษาความรู้เรื่องราวของนกนานาชนิดในพื้นที่ธรรมชาติ เมื่อครั้งหลังจากพาไปดูนกที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน
          การดูนกอาจจะดูเป็นเรื่องยากสำหรับครอบครัวมือใหม่ ถ้าเปรียบเทียบกับการสำรวจหนอนหรือแมลงแบบง่ายๆที่ใกล้ตัวกว่า กิจกรรมดูนกใช้ทักษะทั้ง ตา ดู หู ฟัง กับอุปกรณ์กล้องดูนก จะเป็นตัวช่วยให้เห็นรายละเอียดอย่างใกล้ชิด เพราะการที่จะได้พบเจอนกแต่ละชนิดในพื้นที่ธรรมชาตินั้นไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก ในครั้งแรกที่ครอบครัวดลแดนได้ไปดูนกกับ"อาวิ"ที่บ้านกร่างแคมป์ซึ่งถือว่าเป็นจังหวะและโอกาสที่ดี ทำให้เราทั้งครอบครัวเริ่มสนใจดูนกและศึกษานกมากขึ้นตั้งแต่นั้นมา
          การได้ไปเฝ้าดูศึกษานกทำความรู้จักนกในพื้นที่ธรรมชาติ ด้วยสีสันลักษณะและเสียงร้องที่แตกต่างกันมากมาย และที่สำคัญพฤติกรรมของนกแต่ละชนิดน่าสนใจมากและบางชนิดมหัศจรรย์ยิ่งกว่าแมลงเสียอีก  เพียงแต่ว่าต้องฝึกอดทนต่อการรอคอยธรรมชาติเสียหน่อย
รังนก พญาปากกว้างอกสีเงิน ที่กกไข่อยู่โผล่หน้ามาจ้องตากัน

บ้านกร่างแคมป์ แหล่งดูนกสำหรับนักดูนกทุกระดับ ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี เมื่อ ดล แดน ฟ้าและ"อาวิ" ปีนขึ้นไปบนหลังคารถจิ้ป เพื่อนั่งชมวิวสองข้างทางธรรมชาติได้อย่างใกล้ชิด รถเคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆ ในระหว่างทางนั้นเอง มีกิ่งไม้ยื่นโค้งโน้มตัวออกมาเกือบกลางถนน ดลเห็นปลายกิ่งมีก้อนๆ คล้ายรังนกห้อยอยู่  เมื่อเข้าไปใกล้ๆ ก็มองเห็นเป็นรังนกและที่ตรงปากประตูของรัง มีหน้านกจ้องมองพวกเราตาแป๋วไม่ขยับ เด็กสามคนเงียบกริบเหมือนต้องมนต์สะกด ทั้งตื่นเต้นและกลัวว่ามันจะบินหนีออกจากรังไปเสียก่อน เราเฝ้าดูแม่นกกกไข่อยู่สักพักจึงผละออกไป  "อาวิ"เปิดคู่มือดูนกให้เด็กๆดู พบว่าเป็นนกพญาปากกว้างอกสีเงิน Silver-breasted Broadbill นกชนิดนี้มักทำรังตามปลายยอดกิ่งไม้เพื่อป้องกันศัตรู  ประสบการณนี้เป็นรอยประทับอันงดงามที่ฝังตัวอยู่ท่ามกลางธรรมชาติระหว่างเดือนมีนาคมถึงเมษายนซึ่งเป็นฤดูนกทำรัง ที่บ้านกร่างแค้มป์จึงเต็มไปด้วยนกป่านานาชนิด ผลัดเวียนกันมากินลูกไทรที่กำลังออกลูกเต็มต้น จากประสบการณ์ในครั้งนั้นเป็นแรงบันดาลใจให้กับดลและแดนในการสำรวจสืบค้นเรื่องราวของนกอีกมากมายในเวลาต่อมา
ดล ผมและอาวิ กับกลุ่มนักดูนกมือโปร 
นกขุนแผนอกสีส้ม
นกตบยุง  หลงไฟอยู่กลางถนน ตอนกลางคืนขากลับ
ครั้งแรกที่ได้เห็นนกโพระดก
 ลูกนกยักษ์ คัคคู

          หลังจากได้ประสบการณ์เด็ดๆกับ"อาวิ"ที่แก่งกระจานมาแล้ว การดูนกของดลและแดน ได้กลายเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำรวจที่ให้เวลากับนกแถวบ้านกันอย่างเต็มที่ มีตั้งแต่ นกกางเขนเจ้าเก่า นกกระจอก นกเอี้ยง นกเขา นกอีแพรด นกกินปลี และนกอื่นๆอีกหลายชนิด มีประสบการณ์สำคัญที่ต้นมะม่วง บังเอิญมีรังนกขนาดย่อมซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางช่อใบ ดลสังเกตุเห็นรังนกมีรอยเย็บที่ใบห่อหุ้มกันไว้กับเส้นใย และคอยเฝ้าดูแม่นกก็พบว่าเป็นนกกระจิบธรรมดา Common tailorbird บินวนเวียนมาป้อนอาหารวันละหลายครั้ง ในความเพียรรอคอยเฝ้าดูในแต่ละวันนั้นเกิดจากความสนใจอยากรู้อยากเห็นที่สะสมต่อยอดกันมา การได้เห็นแม่นกป้อนอาหาร เป็นภาพที่เด็กๆหลายคนต่างอยากเห็น แต่ยิ่งไปกว่านั้นดลอยากจะเห็นตอนลูกนกหัดบินออกจากรัง ฉะนั้นการเฝ้าสังเกตุการณ์จึงต้องดำเนินไปอย่างระมัดระวังเพื่อมิให้แม่นกต้องทิ้งรังไปก่อน ต่อมามีสิ่งผิดปกติที่ดลสังเกตุเห็น ก็เมื่อตอนที่แม่นกป้อนอาหารให้ลูก หัวแม่นกเกือบจะลงไปในปากลูกนกได้ทั้งหัว ทำไมลูกนกถึงมีหัวโตกว่าแม่นก? ดลพยายามถ่ายภาพให้เห็นขนาดหัวของแม่และลูกให้เห็นเปรียบเทียบกัน พ่อ แม่และแดน ได้ดูภาพแล้วก็ต่างสงสัยและตั้งสมมติฐานกันต่างๆ นานา

เปรียบเทียบขนาดนก กระจิบหญ้าและนกอีวาบตั๊กกะแตน
แม่นกกระจิบและลูกนกอีวาบตั๊กกะแตน สังเกตุขนาดหัวลูกนกกับแม่นก

รังนกกระจิบที่ลูกนกอีวาบเติบโตขึ้นจนคับรัง นกกระจิบทำรังโดยการเย็บใบเข้าด้วยกันด้วยเส้นใย

        ทำให้ผมนึกถึงเพลงทีี่"อาวิ"ร้องให้เด็กๆฟังตอนที่นั่งรถไปแก่งกระจานด้วยกันขึ้นมาทันที  "กาเหว่าเอย ไข่ไว้ให้แม่กาฟัก  แม่กาก็หลงรัก  คิดว่าลูกในอุทร...." ส่วนดลก็เห็นว่าน่าจะเป็นพวกนกคัคคูมาไข่ทิ้งไว้ นกคัคคูเป็นนกวงศ์ที่ชอบวางไข่ในรังนกอื่นๆ เพื่อเลี้ยงลูกให้ เพียงแต่เรายังไม่แน่ใจว่าเป็นนกอะไรในวงศ์นกคัคคู  จนถึงเช้าวันหนึ่งแม่นกกระจิบบินวนเวียนรอบต้นมะม่วง ส่งเสียงร้องดังและถี่ขึ้น และขณะเดียวกันก็มีเสียงร้องของนกอีวาบตั๊กแตน Plaintive Cuckoo "ปี๊ป ปี ปี๊ป ปี๊ป ปี ปี๊ป"ดังอยู่ห่างๆ จากต้นมะม่วงอีกต้นหนึ่ง ดลจึงย่องเข้าไปดูที่รังปรากฏว่าลูกนกตัวโตหายไปแล้ว  แม่นกกระจิบบินวนส่งเสียงร้องอยู่พักใหญ่ก็บินหายไปด้วย เหลือแต่รังที่ว่างเปล่า ปล่อยให้คำถามของดลและแดนยังค้างคาไว้ ถึงแม้ว่าจะยังไม่ได้รับคำตอบที่แน่ชัด แต่ก็ทำให้เกิดแรงบันดาลใจให้ไว้สืบค้นกันต่อไปสำหรับเรื่องของนกคัคคู

เบิร์ดวอร์ค ชมสวนชวนกันดูนก

          มีพ่อแม่หลายคนถามว่า "เราพาเด็กๆดูนกไปทำไม ดูแล้วได้อะไร?" เป็นคำถามยอดฮิตสำหรับพ่อแม่มือใหม่ ผมเองมักจะเลี่ยงคำตอบไปให้น้าเกรียง....แต่จะเชื้อเชิญให้ลองดูกันเลย เบิร์ดวอร์คเป็นกิจกรรมดูนกในสวนสาธารณะที่จัดให้กับทุกครอบครัวโดย สมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย เราชวนครอบครัวที่เริ่มสนใจธรรมชาติไปร่วมกิจกรรมดูนกกันในสวนสาธารณะ เป็นการเริ่มดูนกที่สนุกสนานเพราะมีทั้งพี่เลี้ยง ผู้รู้ เพื่อน พี่ ป้า น้าอา และกลุ่มครอบครัว การได้พบเห็นนกแต่ละชนิดได้ง่ายขึ้นเพราะมีพี่ๆ คอยชี้เป้า ตั้งกล้องให้ดูกันชัดๆ พร้อมเปิดคู่มือดูนกจำแนกชื่อชนิดของนกให้รู้จัก นับว่าเป็นโอกาศดีอีกครั้งหนึ่งสำหรับการเริ่มต้นดูนกของหลายๆ ครอบครัว  หลังจากนั้นเราจัดกิจกรรมวาดรูปนกที่ประทับใจร่วมกัน เพื่อให้เด็กๆได้เห็นและรู้จักนกมากขึ้น ทั้งยังกระตุ้นให้เกิดแรงบันดาลใจในการดูนกครั้งต่อๆไป



ภาพวาดนก ทำความรู้จักนกที่ชอบจากคู่มือดูนก
นกเป็นตัวการสำคัญในระบบนิเวศน์ธรรมชาติ โดยเฉพาะกับสังคมพรรณพืช นกช่วยผสมเกสร กระจายเมล็ดพันธ์และช่วยขยายพันธ์ุต้นไม้ เรื่องราวของนกจึงเกี่ยวพันไปถึงพื้นที่สีเขียวที่เรากำลังขาดแคลนอยู่ จึงชวนกลุ่มครอบครัวมาร่วมกิจกรรมดูนกด้วยกัน มิใช่เพียงแค่ให้รู้จักนกมากขึ้น แต่ก็ยังคาดหวังถึงการสร้างสรรค์พื้นที่สีเขียวสำหรับสรรพชีวิตร่วมกัน.

วันศุกร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ศิลปะเข้าใจได้...ง่ายกว่าที่คิด


ความหมายคำจำกัดความของคำว่า ”ศิลปะ” กว้างไกล ลึก ซับซ้อน จนบางครั้ง สับสน การตีความในแต่ละยุคสมัยเปลี่ยนแปลงเสมอ  ผมฟันธงว่าอย่าไปสนใจ ให้สนใจกับสิ่งที่เราสัมผัสถึงและเข้าใจ
รับรู้ได้......สิ่งไหนยังพร่ามัวอยู่ก็ค่อยๆ เรียนรู้ทำความเข้าใจไป เพราะการรับรู้ภายใต้จิตที่ควบคุมวีธีคิดของเรา มีข้อจำกัดภายใต้เวลาที่มีประสบการณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง  ดังคำกล่าวที่ว่า “การรับรู้เดินตามหลังประสบการณ์เสมอ” 




หลายคนที่มีทัศนคติติดลบต่อ ศิลปะ ก็จะส่งทอดวิธีคิดติดลบนี้ไปสู่ลูกหลาน เป็นข้อจำกัดประการหนึ่งสำหรับความเข้าใจต่อการรับรู้ทางด้านศิลปะโดยเฉพาะ การมองเห็นและจะส่งผลไปสู่การเรียนรู้ที่ขาด มิติในเชิงสร้างสรรค์

 

 มนุษย์ทุกคนเกิดมาพร้อมกับทักษะทางด้านศิลปะ การมองเห็นการตีความ การอ่านความหมายจากร่องรอยนั้น บรรจงสร้างสรรค์ให้เกิดเป็นโลกใบหนึ่งในสมองแห่งการรับรู้  เต็มไปด้วยสัญญาณที่ส่งผ่านไปถึงความรู้สึกนึกคิด ตั้งแต่ระดับพื้นฐานสัญชาตญาณอย่างหยาบๆ ไปจนถึงระดับจิตละเอียดอ่อน  ศิลปะจึงเป็นวิถีหรือช่องทางในการสื่อสารของระบบชีวิตที่เป็นไปในเชิงสร้างสรรค์ ยกระดับ อย่างน้อยที่สุดต้องด้วยความพึงพอใจ




           
 เราเริ่มต้นกิจกรรมศิลปะ ให้รับรู้ถึงการถ่ายทอดความคิดออกมาเป็นภาพผ่านร่องรอยความหมายด้วยปลายฝีแปรงพู่กัน เดินตามความคิดของเราให้เป็นภาพ  กิจกรรมอุ่นเครื่องด้วยเส้นสายปลายพู่กัน  กันก่อน



ต่อด้วย การถ่ายทอดร่องรอยจากภาษาคำ  ปัญหาที่มิใช่ปัญหาหากเราเขียนทุกสิ่งทุกอย่างถ่ายทอดออกมาเป็นภาพเท่าที่เราจะให้ความหมายกับร่องรอยเหล่านั้นได้  มด ควาย ป่า ไก่ ความสะใจ โลมา กระต่าย จินตนาการ ความหอม  คำความหมายที่สุ่มขึ้นมาเราสามารถถ่ายทอดร่องรอยออกมาได้แบบไร้กังวลแบบดั้งเดิม ปัญหาของการวาดภาพแบบดั้งเดิมจะถูกแทนที่ด้วยตัวแทนความหมายที่เรารู้จัก แม้ว่าจะพร่ามัวหรือชัดเจนก็ตาม แต่ก็คือร่องรอยที่เรารู้จักจากภายในสามารถถ่ายทอดออกมาได้

 


เด็กกับผู้ใหญ่ วุฒิภาวะทางด้านศิลปะต่างกันมั้ย...พอเริ่มโตเป็นผู้ใหญ่อะไรคือกรอบคิดของจินตนาการ ...........เมื่อเปรียบเทียบกับความเป็นเด็ก วัยแห่งการพบปะสิ่งมหัศจรรย์ 





การสร้างความคิดมิใช่คิดสร้างบนแผ่นกระดาษกรอบสี่เหลี่ยม เราคิดจากจิตที่มีประสบการณ์เป็นตัวกระตุ้นผ่านสมองในหลายๆมิติของเวลาที่ทับซ้อนกัน ที่เราเรียกว่าจินตนาการ เป็นภาพทั้งที่ทรงจำและลืมเลือน หากก้าวข้ามการคิดบนแผ่นกระดาษได้ การวาดภาพถ่ายทอดร่องรอยของเราก็จะไร้กังวลได้มากขึ้น 


 

      จินตนาการที่พรั่งพรู มีตัวเลือกมากมาย จากรอยประทับสำคัญ ทั้งด้านบวกและด้านลบ ลองย้อนถามจิตตัวเองดู อะไรบ้างที่เราไม่สามารถลืมเลือนไปได้ และอะไรที่เรามักหลงลืม  ความทรงจำหรือภาพจินตนาการ อาจมิได้อยู่ ณ.เวลาเดียวกัน...หากเราได้ไล่เรียงประสบการณ์ความสุขออกมาเป็นภาพแต่ละภาพ




ภาพแห่งความสุขที่พรั่งพรูขึ้นอยู่พลังของจินตนาการคิดเห็นเป็นภาพได้มากน้อยแค่ไหน  ความสุขที่ต้องสร้างและถ่ายทอดออกไป ขั้นตอนเรียบเรียงความสุข ผนึกความสุขใส่สี่เหลี่ยม ความสุขมีหลายขั้นลำดับ  จนถึงความสุขสุดท้ายสุดยอดเมื่อถูกแต่งแต้มสีสัน  เมื่อไหร่จะเสร็จ กับเสร็จแล้วเหรอ? คือความสุขเดียวกันที่ขาดจากกันไม่ได้   ความสุขที่ทุกคนได้รับและชื่นชม 
สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่าสิบมือทำ
..........ศิลปะเข้าใจยากขึ้นบ้างหรือยัง.....?


วันอาทิตย์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ลมแล่นใบ Sailing
















ย้อนหลังไปประมาณ ยี่สิบกว่าปีมาแล้ว ผมนึกถึงเพลงที่เคยชอบฟัง และนึกไปถึงการฟังของวันรุ่นในสมัยนั้นใส่ซาวน์อะเบาท์ติดหูอยุ่ตลอดเวลา จนบางครั้งต้องถูกคุณครูดุเพราะลืมถอดออกในเวลาเข้าเรียน...นึกถึงการฟังเพลงตอนเขียนรูป ทำงานศิลปะแบบปิดประตูตัวเองเข้าห้องชั้นใน...แบบไม่มีใครอยู่ในโลกนี้  นึกถึงการฟังกรอกหูตอนนอนที่หลับไปกับจินตนาการจากบทเพลง....สมัยนั้น...ไม่มีดนตรี..แบบเสียงนั่งฟังฝึกสมาธิ...มีให้ฟังมากนัก(หายาก) ........
ทำให้ผมนึกถึง เวลาโหนรถเมล์กลับบ้าน...เพลง
Sailing ที่ลำรึกถึง เป็นช่วงเวลาโหนรถเมล์ แล่นไปกับลมปะทะ และควันรถ ป้ายแล้วป้ายเล่าจนถึงบ้าน  แต่ดนตรีเสียงเพลงให้ความรู้สึกได้ถึง.......ทั้งๆที่ไม่ได้มีประสบการณ์การเล่นใบกับลมมาเลย แต่สัมผัสความรู้สึกๆได้ แค่เพียงรับรู้ถึง  ความรื่นรมในการเล่นเรือใบของพี่ Christopher Cross  ซึ่งแตกต่างไปจากน้า Rod Steward ที่พรรณนาไปถึงการแล่นเรือใบไปอีกแบบนึง  



























และเมื่อเวลาติดปีกรวดเร็วมาถึงเวลานี้  ผ่านมาแล้วประมาณยี่สิบกว่าปี ผมได้รับรู้ว่าการเล่นลมแล่นใบที่ผมสัมผัสได้.......คือกิเลสดีๆตัวหนึ่งที่ให้พลังชีวิตเราขับเคลื่อนไป......กลับมาสมดุลได้ส่วนหนึ่ง...ในช่วงเวลาขึ้นลงของชีวิต 
รู้สึกขอบคุณพี่ คริสโตเฟอร์  ที่แกสัมผัสสิ่งดีๆ และถ่ายทอดให้เรารับรู้ถึงความรู้สึกนั้นได้ แม้ไม่ต้องสัมผัส  

ยี่สิบกว่าปี....มาฟังเพลงนี้ อีกครั้ง....ผมยิ่งซาบซึ้ง...แบบว่า.....

ไม่มีใครรู้ได้ว่า...การแล่นใบท่ามกลางลมแรง....ทำให้ผมน้ำตาคลอ...รู้สึกเหมือนได้อยู่ใกล้พระเจ้ามากขึ้น.........


อยากแบ่งปันให้ลูกๆ ภรรยา เพื่อนๆ...พ่อแม่...ครับ

(ผมพยายามชวน ดลลูกชายที่โตพอที่จะดึงใบ ให้ขึ้นจากน้ำได้ ไปเล่น วินเซิอร์ฟ กัน เพราะจะรับรู้ได้แบบสัมผัสตัวมากกว่าเรือใบ แต่ก็ได้รับคำตอบว่า “ยังก่อนพ่อ ตอนนี้กลัวตกน้ำครับพ่อ” ) การรอเวลาให้มาถึงก็ตื่นเต้นดีครับ.....เด็กสองคน ดลกับแดนยังสนุกสนานกับการแล่นใบกับเรือ
walker bay อยู่....

 ลมแล่นใบ
ดีแล้ว...ที่สวรรค์ไม่ไช่ สำหรับฉัน
 แต่ก็ไม่ไกลเกินเอื้อม แม้นเหมือนดินแดนที่ไม่เคยมีอยู่(จริง)

ไม่ต้องแสร้งว่าด้วยเหตุผลนานาๆ
สิ่งเพ้อฝัน ทำให้ฉันดั้นด้น และถ้าลมเป็นใจคุณสามารถรื่นรมย์สนุกสนานสู่ความบริสุทธิ์อีกครั้งหนึ่ง
หากจังหวะลมเป็นใจ คุณจะแล่นใบออกไปและพบกับความสงบนิ่ง การกลับคืนสู่สติ
หากผืนผ้าใบสามารถสร้างมหัศจรรย์ได้ฉันใด เพียงแค่รอคอยแล้วคุณจะสัมผัส  ฉันนั้น....


ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ.....

ไม่ไกลไปจากดินแดนไม่มีอยู่  ไม่ต้องมีเหตุผลที่จะเสแสร้งถึงจินตนาการ
หากผืนผ้าใบสามารถสร้างสิ่งมหัศจรรย์ได้ฉันใด เพียงแค่รอคอยแล้วจะมองเห็น....

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ


ลมแล่นใบ พาฉันออกไป...ที่ซึ่ง...เรามักจะรู้สึกว่าเคยได้ยินมาก่อน....

เพียงแค่ฝันถึง...สายลมพัดพาฉันไป
ไม่นาน...ฉันก็เป็นอิสระ......
ชั่วขณะที่ฉันแล่นใบ
เป็นประสบการณ์การสัมผัสในภวังค์ที่รับรู้ได้
ราวกับว่านั่งอยู่ท่ามกลางท่วงทำนองและถ้อยคำของดนตรี ซิมโฟนีขนาดใหญ่
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ.....

ถ่ายทอดจากเพลง
Sailing : Christopher cross



ความรื่นรมณ์ ลมแล่นใบของแดนและดล กับ walker Bay ที่ศูนย์กีฬาทางน้ำ บึงหนองบอน
﴾͡๏̯͡๏﴿


วันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2555

จุดจบหรือจุดบรรจบ (เก็บตก ๒๕๕๒)

ภาพถ่าย เสี้ยวเวลาที่มองไม่เห็น จุดเปลี่ยนเมื่อมีเหตุการณ์ดำเนินไป....﴾͡๏̯͡๏﴿


เช้าวันหนึ่งของช่วงเดือนพฤษภา ในวันที่ครึ้มฟ้า ครึ้มฝน บรรยากาศช่างดูขมุกขมัว ดลแดนงัวเงียขึ้นมาสายพอควรสำหรับวันนี้  คงเพราะกลับจากหมู่บ้านเด็กเมื่อคืน....กว่าจะได้เข้านอนก็ปาเข้าไป ห้าทุ่ม แล้ว....แต่สำหรับผมไม่ว่าบรรยากาศจะเป็นเช่นใด  หลังจัดการกับเรื่องตัวเองเรียบร้อย ความคิดในหัวสมองก็มีแต่เรื่องที่จะเดินหน้าต่อไปสำหรับวิถีเรียนรู้ของครอบครัว  วันนี้พ่อเรียกดลแดนกลับมาดูกระดานช่วยจำ เกี่ยวกับงานคั่งค้างและงานที่อยากจะทำ  แต่บรรยากาศวันนี้โดยเฉพาะดล ไม่ค่อยเป็นใจเท่าไหร่ เมื่อเราคุยกันถึงงานบันทึกคั่งค้างที่ถูกถามถึง  นกที่กรุงชิงและแมลงที่เกาะช้าง  ซึ่งรู้สึกว่าจะไม่ได้คำตอบเสียด้วยเพราะเกินเวลามามากแล้ว   เราทบทวนทำความเข้าใจและย้ำเตือนเสมอถึงความรับผิดชอบและเมื่อบรรยากาศเริ่มตึงเครียดขึ้น  พ่อเปลี่ยนเป็นเรื่องที่อยากจะทำ ดลอยากขุดบ่อดินเลี้ยงปลาดุก พ่อโอเค...ตกลง  แต่ต้องสอบถามรายละเอียดในหลายเรื่องมากขึ้น สุดท้ายบรรยากาศเริ่มตึงเครียดขึ้นมาอีก 
                ทำไมพ่อต้องเข้ามายุ่ง ดลอยากทำอะไรเอง ลองผิดลองถูกอะไรเอง อย่างพ่อ...พ่อเคยทำมาแล้วอันไหนได้ไม่ได้พ่อก็รู้มาแล้ว แต่ดลอยากลองเองรู้เอง ดลอยากทำอะไรเองแบบที่พ่อไม่ยุ่งเลย”  ผมฟังแล้วคิดแต่ในใจรู้ว่า ดลต้องการอะไรในเด็กวัยย่างเข้าสิบเอ็ดแล้ว  เพราะบางครั้งที่เราเข้าไปแทรกแซงหรือเตือนไว้ก่อน ก็คงเป็นเรื่องอันตรายจากอุบัติเหตุหรือข้อผิดพลาดที่ส่งผลเสียมากกว่าผลดี  และนึกในใจอยากย้ำเตือนเรื่องการรับฟังผู้อื่น....แต่บรรยากาศยิ่งตึงขึ้นมาก เพราะจริงๆแล้วพ่อคงรู้สึกไปถึงทุกๆ เรื่องที่ผ่านมา ลูกๆ  เริ่มอยากมีพื้นที่ส่วนตัวในการเรียนรู้มากขึ้นแล้ว  เลยทบทวนกันเรื่องที่ผ่านมาและต่อไป  พ่อคิดว่าพ่อเข้าใจ  แต่ลึกๆไม่ทราบได้เพราะถ้าถามถึงตรงนี้คงกลายเป็นพ่อเข้าไปยุ่งตลอดหรือ ถ้างั้น……
                โอเค งั้น สำหรับ บ่อปลาดุก ดลอยากทำแบบไหนอย่างไร ได้เลย...พ่อไม่ยุ่ง
            “งั้น...ดลไม่ทำแล้ว
            “เฮ้ย...พี่ดล..ไม่ดีเลย....” ตัดพ้อ...แสดงความผิดหวัง แต่พ่อฟังอยู่เงียบๆ บรรยากาศยิ่งตึงเครียดมาก
                เอา..ยังงั้นแน่ใช่มั้ย พ่อถามเพราะรู้ว่าเป็นอาการงอนแบบนี้อยู่บ่อย หรือคราวนี้...
                ดลไม่มีความสุข....ยิ่งให้เขียนบันทึกด้วยแล้ว....ไปไหนมาแล้วต้องเขียนบันทึกดลไม่มีความสุข
ดลไม่ชอบเขียนบันทึก...แดนและพ่อมองหน้ากัน
แต่ความรู้สึกของพ่อตอนนั้น บอกไม่ถูก...... เหมือนความผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่
งั้น....หมายความว่า บันทึกที่ผ่านมา ทั้งสามสี่เล่ม คือ ทุกข์ของดลเลยหรือ?
เออ.........พี่ดลนี่...แย่จริงๆ แดนสำทับ
ไม่มีคำตอบจากดล  และความเงียบกำลังครอบคลุมเราสามคน เพราะพ่อคิดว่าคงเป็นวาระสำคัญที่เราพ่อแม่ลูกสี่คนต้องคุยกันสำหรับเรื่องนี้
            เราหยุดการสนทนากันระหว่างสามคนเพราะรู้ว่าคงต้องให้เวลาผ่อนคลายบรรยากาศสักพัก พ่อให้ดลไปพักเสีย   แต่แดนคุยกันต่อเรื่องที่แดนอยากจะทำ จนถึงเวลาเลยเที่ยงไปหน่อย  เราชวนกันไปกิน ก๋วยเตี๋ยวหน้าบ้านแดนขออยู่กับแม่   ดลซ้อนท้ายจักรยานไปกับพ่อ ระหว่างกินก๋วยเตี๋ยว เราคุยกันเรื่องสนุกสนานอื่นๆ จนรู้สึกว่าบรรยากาศโดยรวมเป็นปกติแล้ว พ่อเลยขอแย้มความในใจดลกันสองต่อสอง
                ดล....พ่อถามจริงๆ..เหอะ..ดลรู้สึกยังงั้นจริงๆหรือ... ผมขอถามแบบเปิดใจกับดล
                ไม่หรอกพ่อ....ดลโกรธพ่อ...ดลแค่พูดอยากให้พ่อเครียดบ้าง.... ยิ้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
                ดล...รู้สึกไม่ค่อยดี.. คำพูดเปรยขึ้นมากลางความเงียบระหว่างเราสองคน
                ยังไงนะ...รู้สึกไม่ดี..เรื่องอะไร?” ผมถามด้วยความสงสัยว่าจะมีเรื่องอะไรโผล่ขึ้นมาจากภูเขาน้ำแข็งอีก
                ดลรู้สึกไม่ดีตรงที่ทุกอย่างมันมีที่สิ้นสุด
                หา.....มันเป็นยังไงนะ..ที่สิ้นสุดที่ว่าผมถามให้แน่ใจว่าคำพูดที่ออกมาจากดลจริงๆ
                เวลานั่งดูปลาในตู้ และดลรู้ว่าต่อไปมันจะต้องตายไป แต่ละตัวมันมีที่สิ้นสุด บางตัวตื่นเช้ามามันก็ตายแล้ว และคิดต่อไป....ทุกอย่างมันมีจุดสิ้นสุด ไม่มีอะไร อยู่ตลอดไป ...ดลเล่าด้วยเสียงเรียบๆหน้าตาเฉยเมย  แต่ผมเองนั่งฟังหูผึ่ง
                ใช่...ไม่มีอะไร จีรัง ยั่งยืน ถึงเวลาพ่อก็ตาย แม่ก็ตาย ลูกก็ตาย แดนก็ตาย  ตายจากกันหมดลูกผมรีบยืนยันความจริงที่ดลสัมผัสได้
                ดลเลยรู้สึกว่า จะทำอะไรไปทำไม...เลี้ยงปลา เลี้ยงหนอน เลี้ยงด้วง เขียนบันทึก ทำเครื่องร่อน ทุกอย่างก็มีวันสิ้นสุด
                ก็เพราะเหตุนี้ไง...เราถึงต้องไม่ปล่อยเวลาให้หลุดลอยไป เราต้องสร้างสรรค์สิ่งต่างๆไว้ให้แบ่งปันกันให้เยอะๆก่อนจะถึงจุดนั้นผมแย้งเสริมให้ดล และนึกเชื่อมโยงเหตุการณ์ต่างๆ
                ดลคงมีอะไรหลายอย่างไม่เป็นไปตามที่คิดไว้ด้วยใช่ไหม?  เช่น เมื่อเล่นกับเพื่อนๆแล้วต้องแยกย้ายกันกลับ อย่างเช่นเมื่อวานที่หมู่บ้านเด็กใช่ไหม? ดลพยักหน้า...
                ความสนุกมันก็มีจุดสิ้นสุดดลสำทับ
                มันเป็นความสุขที่ได้เล่นกับเพื่อน หมดครั้งนี้ก็มีครั้งหน้าอีกและมีเพื่อนใหม่สนุกไปแต่ละที่หลายๆแบบ  แต่ดลรู้มั้ย ว่ามันมีความสุข ที่ได้มาหลังจากความไม่สนุกด้วยนะ ถ้าเราค้นหาดูดีๆ ค่อยๆ คอยจับสังเกตตัวเราเองให้ดีๆ.......เพราะความสนุกกับความสุขมันอยู่คนละที่กัน แต่มันอยู่แนบชิดกันแทบจะทับซ้อนกันอยู่แนบเนียนมาก........

﴾͡๏̯͡๏﴿ เรื่องราว บันทึกนี้ เพิ่งมาเจอเอาตอนที่กำลังรวบรวมข้อมูลประสบการณ์เรียนรู้เก่าๆทั้งหมดของลูกในวัยเด็กๆ เพราะขณะนี้กำลังก้าวเข้าสู่วันรุ่นแล้ว.....มาเตะตาเอาตรงชื่อ จุดจบของดล .........จึงขอเปลี่ยนชื่อใหม่ สำหรับวิธีคิดในเชิงบวก  จุดบรรจบ เมื่อปมความคิดสำคัญหลายๆมิติมาบรรจบกัน มีบางสิ่งบางอย่างหายไป ว่างเปล่า คล้ายจุดบรรจบของสายตา Vanishing Point และสิ่งใหม่ๆกำลังจะเกิดขึ้น ให้เราเคลื่อนไปในสิ่งที่หายไป คือ ปรากฏการณ์ธรรมชาติครับ ﴾͡๏̯͡๏﴿

“A lesson is not learned unless something changed”