วันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2558

หยักไย่ ใยแมงมุม

หยักไย่หยดน้ำค้างที่แมงมุมชักใยไว้ตามใบหญ้ายามเช้า




แมงมุมหมาป่าสนาม รอจับเหยื่ออยู่หน้าโพรงใย

     ยามเช้าเป็นช่วงเวลาที่หลายๆชีวิตตื่นขึ้นมาเพื่อรับแสงตะวัน หากสังเกตุตามพงหญ้า ที่ขึ้นประปรายตามข้างถนนหรือข้างทางเดิน เราจะได้เห็นประกายแสงสะท้อนดวงอาทิตย์ยามเช้าจากหยาดน้ำค้างที่เกาะเรียงตัวกันตามเส้นใยขาวบางละเอียด หากเป็นพื้นที่ชานเมืองหรือทุ่งรกร้างที่ปราศจากยาฆ่าหญ้าหรือสารเคมีรับรองว่าต้องพบเจอกับความงดงามในยามเช้าที่ว่านี้ และถ้าสำรวจตรวจตราอย่างละเอียดก็จะพบกับตัวการชักเส้นใยที่ขึงไปมาระหว่างใบและกิ่งก้าน สานกันเป็นแพมีช่องโพรงอยู่ด้านในเป็นที่หลบซ่อน คอยจับเหยื่อที่บินมาติดเส้นใยเหนียวเป็นอาหาร นักล่าแมลงคือฉายาของแมงมุม

 หยดน้ำรวมตัวกันบนเส้นใยแมงมุมบางๆ
ตั๊กแตนติดกับดักเส้นใยรอให้แมงมุมมาจัดการ

  แมงมุมนุ่งซิ่นตัวยังไม่โต กางขาคู่เป็นกากบาท

แมงมุมไม่ใช่แมลง
        ในการสำรวจธรรมชาติไปกับเด็กๆ มักมีความสับสน ไม่กระจ่างติดค้างคาอยู่บางเรื่อง มีคำถามตามหลัง "แมงมุม" ว่าทำไมไม่เรียกว่า"แมลงมุม" น้าเกรียงได้ให้ข้อสังเกตุอย่างง่ายๆ ถ้ามีแปดขาคือแมงมุมแน่ๆ แต่แมลงมีแค่หกขา ฉะนั้นเวลาเจอสิ่งมีชีวิตเล็กๆในธรรมชาติจึงต้องดูที่ขาก่อนเป็นอย่างแรก

  แมงมุมหมาป่าชนิดที่ไม่สร้างเส้นใยรอคอยไล่จับเหยื่อ
ดลกับน้าเกรียงสำรวจแมงมุมที่โกรกอีดก
  แมงมุมตาหกเหลี่ยมตัวเล็กๆตามใบหญ้าคา ไม่สร้างใย
        "แมงมุม" เป็นสัตว์ที่มีข้อปล้องในชั้นอะแรคนิดา (Arachnida)ชนิดเดียวกับ แมลงป่อง ตัวหมัดและเหา และ มีความสามารถพิเศษในการสร้างและชักใยเพื่อจับเหยื่อเป็นอาหาร แมงมุมจึงได้ชื่อว่านักล่าแมลงที่ไม่ใช่แมลง แมงมุมมีชนิดต่างๆทั่วโลกมากกว่า 40,000 ชนิด เท่าที่มีการสำรวจเจอมีชนิดที่เล็กที่สุดตั้งแต่ 0.4 มิลลิเมตรจนถึงชนิดที่ใหญ่ที่สุดในโลกมีขนาดถึง 25-33 เซนติเมตร แมงมุมเป็นกลุ่มตัวห้ำที่มีความสำคัญในการช่วยรักษาความสมดุลย์ของปริมาณแมลงศัตรูพืช จึงไม่น่าแปลกใจว่าแมงมุมจะอาศัยอยู่ทุกหนแห่งแม้กระทั่งในบ้าน ที่เราต้องกวาดหยักใย่ตามมุมเพดานห้องอยู่บ่อยๆนั้นแหละคือฝีมือของนักชักใยที่คอยดักจับแมลงในบ้านกินเป็นอาหาร ที่ไหนมีแมลงที่นั่นต้องมีแมงมุม  เพียงแต่นักล่าเหล่านี้มักหลบซ่อนต้วเก่ง เราจึงพบเห็นแต่หยักไย่ใยแมงมุมเกิดขึ้นเกือบทุกหนแห่ง แต่ถ้าสังเกตให้ดีจะพบเจ้าตัวหลบซ่อนอยู่หรือบางทีอาจจะพบเหยื่อแมลงติดคาอยู่ด้วย
แมงมุมหมาป่าไลโคซ่าที่ลำห้วยโกรกอีดก อุ้มไข่กลมๆสีขาวไปด้วย
แมงมุมหลังหนามที่โกรกอีดก

แปดขามหัศจรรย์
        จากประสบการณ์สำรวจธรรมชาติกับเด็กๆและน้าเกรียง สังเกตได้ว่าเราพบเจอแมงมุมร่วมอยู่ด้วยทุกครั้งในการสำรวจธรรมชาติไม่ว่าจะหลังบ้าน รอบบ้าน หรือพื้นที่ธรรมชาติ แต่กลับไม่ได้รับความสนใจจากเด็กๆเท่าที่ควร วันเวลาล่วงเลยจนมาถึงปัจจุบัน พบว่าแมงมุมมีเรื่องราวน่าสนใจอยู่มากมายในหลายมิติ  ไม่เฉพาะแต่ชื่อตามพื้นถิ่นและจำนวนชนิดที่มีผู้เชี่ยวชาญแมงมุมต่างกำลังสำรวจเก็บข้อมูลจำแนกชนิดกันอยู่ สืบค้นแมงมุมเข้าไปใกล้อีกนิดพบว่าแมงมุมเป็นสัตว์ที่มีดวงตาเดี่ยวอยู่ 6 ถึง 8 ดวง โดยเฉพาะในแมงมุมบางชนิดเช่นแมงมุมกระโดดซึ่งไม่ได้สร้างเส้นใยไว้ดักเหยื่อจึงต้องมีมุมมองที่มีประสิทธิภาพมาก แต่สำหรับแมงมุมสร้างใยจะมีต่อมสร้างเส้นใยที่มีคุณสมบัติแตกต่างกันได้ถึง 7 ประเภทซึ่งสัมพันธ์กับการออกแบบขึงเส้นใยในรูปแบบต่างๆ ใยแมงมุมมีคุณสมบัติที่ยืดหยุ่นและแข็งแรงมากเป็นพิเศษ จึงมีนักวิทยาศาสตร์ให้ความสนใจวัสดุมหัศจรรย์เหล่านี้ ต่างจินตนาการไปถึงประโยชน์ใช้สอยร่วมกับเทคโนโลยีใหม่ๆในอนาคตอันใกล้นี้ ซึ่งน่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง และมาถึงตอนที่มีข่าวของแมงมุมแม่ม่าย ทำให้รับรู้ได้ว่าเรากับแมงมุมต่างใช้ชีวิตสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมาก หากไม่ทำความรู้จักแมงมุมจะกลายเป็นสัตว์อันตรายไปทันที เพราะมีแมงมุมส่วนน้อยบางชนิดเท่านั้นที่มีพิษร้ายแรง นอกนั้นบางชนิดมีพิษอ่อนและบางชนิดไม่มีพิษ

แมงมุมใยกลมชนิดหนึ่ง


        การทำความรู้จักแมงมุม จึงเป็นอีกแรงบันดาลใจหนึ่งที่จะทำให้เราเข้าใจระบบนิเวศน์ที่อยู่ร่วมกันได้มากขึ้น คงต้องหาโอกาสชวนน้าเกรียงและนักวิจัยแมงมุม พาเราไปสำรวจแมงมุมในแง่มุมที่ยังไม่เคยรู้จักอีกมากมาย





ความรักกับนกเงือก

 โพรงรังนกกก บนต้นไม้สูงใหญ่ จากมุมมองระยะใกล

           ในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี เมื่อถึงวันที่ ๑๔ จะมีผู้คนให้ความสำคัญกับความรักกันทั่วโลก เป็นวาระในการแสดงความรักให้กันและกัน ซึ่งมีที่มาจากการระลึกถึงคุณความดี ความกล้าหาญและการเสียสละเพื่อความรักของนักบุญวาเลนไทน์ ผู้ซึ่งไม่ยอมเชื่อฟังจักรพรรดิ"คลอดิอุสที่ ๒"แห่งกรุงโรม ที่ออกกฏห้ามมิให้มีการแต่งงานเนื่องจากต้องการชายชาติทหารไปสร้างกองทัพให้แข็งแกร่งยิ่งใหญ่ในสมัยนั้น จึงถูกลงโทษประหารตัดคอ เสียชีวิตลงในวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ค..๒๗๐  ตั้งแต่นั้นมาวันแห่งความรักหรือวันวาเลนไทน์จึงถูกจัดให้มีไว้เตือนเราให้รู้จักมอบ ความรัก ความเสียสละและมิตรภาพอันยิ่งใหญ่ให้กันและกัน  ถึงแม้ว่าทุกวันนี้ ความหมายและความเข้าใจต่อความรัก จะมีวิวัฒนาการและถูกตีความเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหนก็ตาม ความรักก็ยังทำให้คนเรามีความอ่อนโยนและกล้าหาญพอที่จะให้โดยมิได้หวังสิ่งตอบแทน เป็นธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตทีถูกฝังไว้ในเส้นทางที่วิวัฒนาการมาร่วมกัน หากขยับมุมมองมาที่ประสบการณ์ศึกษาธรรมชาติกับเด็กๆ การได้สังเกตุปรากฏการณ์กับสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์นานาชนิดที่พบเจอ พฤติกรรมบางอย่างอาจตีความได้ว่าเป็นสัญชาติญาณการอยู่รอดของชีวิต แต่บางอย่างก็สามารถมองเห็นและรับรู้ได้ถึงความอ่อนโยนในพฤติกรรมสัมผัสซึ่งทำหน้าที่ตามระบบธรรมชาติ อันจะเห็นได้ชัดจากพฤติกรรมนกเงือก ซึ่งไม่ใช่เฉพาะในบทบาทนักปลูกป่า และตัวแทนบ่งชี้ป่าสมบูรณ์ที่เด็กๆชาวควบกลำ้ธรรมชาติได้ทำความรู้จักกันมาเป็นอย่างดี
ภาพเพ้นท์ติ้งนกกกโดยดลและแดน

วันรักนกเงือก
          โดยทั่วไปหากนกเงือกได้จับคู่อยู่ด้วยกันแล้ว ก็จะอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิต พ่อแม่นกจะช่วยกันเลี้ยงลูก ตัวผู้คอยปกป้องดูแลตัวเมียและลูกน้อยในโพรงรังบนต้นไม้ใหญ่ ตลอดจนคอยหาอาหารมาป้อนลูกจนโตพอที่จะออกจากรังอย่างปลอดภัย นกเงือกจึงเป็นตัวแทนแห่งความรักที่ยั่งยืนและการให้ที่เสียสละอย่างแท้จริง มูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก จึงกำหนดให้ทุกวันที่ 13 กุมภาพันธ์ของทุกปี เป็นวันรักนกเงือกในประเทศไทย ก่อนที่จะถึงวันแห่งความรักหนึ่งวัน โดยที่มูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือกจะจัดให้มีกิจกรรม รณรงค์งานอนุรักษ์นกเงือก ณ.คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นประจำทุกปี

พ่อนกกกกำลังคาบผลลูกไทรย้อยสีแดงส้ม

เฝ้าดูนกกก
          จากประสบการณ์ตรงที่จดจำได้ดี เมื่อครั้งกลุ่มครอบครัวควบกล้ำฯได้มีโอกาศไปเฝ้าดูศึกษาพฤติกรรมนกกก(นกเงือกขนาดใหญ่) ในพื้นที่วิจัยของมูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก ณ.อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่  "แม่นกกกเข้าไปอยู่ในโพรง ๕-๑๐ วัน มันจะไข่ หลังจากไข่ประมาณ ๔๕-๕๐ วัน ไข่จะฟัก เมื่อไข่ฟักตัวเมียคือแม่จะอยู่กับลูกในโพรงอีกหนึ่งเดือน ถึงตอนนี้แม่นกกกจะจิกปากโพรงออกมาช่วยพ่อหาอาหารไปเลี้ยงลูก ลูกนกกกปิดปากโพรงขังตัวอยู่ข้างในอีกหนึ่งเดือน" คือคำบอกเล่าจากอาอ็อด (พิทยา ช่วยเหลือ) หนึ่งในทีมวิจัยนกเงือก ก่อนที่จะพาเราไปเฝ้าสังเกตุการณ์บันทึกพฤติกรรมนกกกหน้าโพรงรัง  พ่อนกกกต้องทำงานหนักอยู่ถึงสามเดือนจากการบินหาอาหารมาป้อนให้แม่และลูก และอีกหนึ่งเดือนที่พ่อแม่ช่วยกันหาอาหารมาเลี้ยงลูก รวมเวลาที่พ่อแม่นกกกให้การฟูมฟักลูกนกอยู่นานถึง ๔ เดือน

 แม่หน่อยนั่งหลับ แม่จิ๋มกับจิโร่ และแม่อิงอ่านหนังสือ
แดนนอนรอคอยกับเคนอ่านการ์ตูนไปพลางๆ

          แม่อิง แม่กั้ง จิโร่และเคน....แม่จิ๋ม แม่หน่อยและเคน ....ธาม พ่อแม็ก และอาอ็อด เข้าไปอยู่ในซุ้มบังไพรอย่างเงียบเชียบเรียบร้อยก่อนหกโมงเช้า เราเริ่มเฝ้าสังเกตุบันทึกข้อมูลการป้อนอาหารของพ่อนกเงือก ตั้งแต่เวลาการป้อนลำดับครั้งในการป้อน และชนิดของอาหาร ต้องสังเกตุให้แน่ชัดว่าเป็นสัตว์หรือลูกไม้ชนิดใด แม่ๆหลายคนช่วยกันส่องกล้องสองตาและจดบันทึก แม่กั้งสรุปผลบันทึกเท่าที่สังเกตุได้จากการบินมาป้อนหนึ่งครั้งแรก ลูกไทรป้อนครั้งละ ๒ ลูก ถึง ๕๓ ครั้ง ครั้งละ ๒ ลูกรวมแล้วไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ ลูก  มีลูกยางโอนลูกดำๆป้อนให้ ๒ ครั้ง มีหนอนกับแมลงอีก ๙ แถมด้วย ไข่อีก ๒ ฟองซึ่งเดายากว่าจะเป็นไข่ของใคร

 ไทรย้อย

      ตาเสือเหลือง




      
          "นกจะป้อนเยอะตอนตั้งแต่เช้าประมาณตีห้าถึงแปดโมง พอสายๆถึงบ่ายสองจะค่อยๆลดน้อยลง" อาอ็อดบอกเล่าข้อมูลระหว่างที่นั่งรอรอบต่อไปของการบินมาป้อนอีกครั้ง ในการหาอาหารทั้งลูกไม้ป่า โปรตีนสัตว์และการบิน เฉลี่ยแล้วครั้งละประมาณ ๒๐ นาทีถึงครึ่งชั่วโมง จากการสังเกตุการณ์อยู่ไม่ต่ำกว่า ๒ ชั่วโมง เราเฝ้ารอคอยและภาวนาให้พ่อนกหาอาหารมาพอเพียงต่อการเติบโตช่วงสุดท้ายก่อนที่จะออกบินสู่โลกอันกว้างใหญ่ สังเกตได้ว่าแม่นกกกออกจากโพรงรังมาแล้วเพราะได้เห็นนกกกทั้งพ่อและแม่ อยู่เคียงคู่ ไม่ห่างกัน



*ภาพวาดอาหารของนกเงือกโดยแม่หน่อย

          ภาระกิจอันน่าทึ่งเหล่านี้ เราไม่อาจสัมผัสรับรู้ได้หากไม่ได้ตามไปดูสืบค้นหาด้วยตาตัวเอง ในมุมมองส่วนตัวก็เชื่อว่ามันมีบางสิ่งที่มากกว่าวิวัฒนาการของสัญชาติญาณเพื่อการอยู่รอด นกเงือกอาจจะไม่รู้จักนิยามแห่งความรัก แต่ภาระกิจของพ่อแม่นกเงือกนั้นกระทำคุณให้ไม่เฉพาะแค่ส่งต่อชีวิตและเผ่าพันธ์นกเงือก มันเป็นการโอบอุ้ม ดูแลและเยียวยา โลกทั้งใบไว้ด้วยความรักที่ไม่เคยหวังผลตอบแทน

จุดเริ่มต้นที่แคมป์บ้านกร่าง

ดลกับกล่องหนอนตอนเช้าตรู่

          บ้านกร่างแค้มป์เป็นจุดพักกางเต้นท์ สำหรับผู้ที่ต้องการมาสัมผัสธรรมชาติ ณ.อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน พื้นที่ป่าต้นน้ำลำธารแม่น้ำเพชรบุรีเหนือเขื่อนแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ด้วยสภาพป่าสมบูรณ์เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่าที่ยังพบเห็นกันบ้างอาทิเช่น เลียงผา วัวแดง กระทิง ช้างป่าและแม้กระทั่งเสือ เป็นแหล่งดูนก ผีเสื้อและแมลงนานาชนิดที่สำคัญ ที่นักสำรวจธรรมชาติไม่ควรพลาด คือข้อมูลขั้นแรกที่พาให้เกิดแรงบันดาลใจไปท่องเที่ยวแบบสำรวจธรรมชาติกัน ด้วยระยะทางจากกรุงเทพถึงอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานประมาณ 200 กม.และต่อไปถึงแคมป์บ้านกร่างอีก 35 กม.ใช้เวลาเดินทางรวมแล้วประมาณครึ่งวัน เป็นระยะทางที่พอเหมาะสำหรับครอบครัวพ่อแม่ลูกสี่คนพากันมาท่องเที่ยวในวันหยุดสุดสัปดาห์

หน้าเต้นท์ยามค่ำคืน

กบทูดที่ดลพบเจอขุดโพรงอยู่ข้างเต้นท์
 นกแก้ก นกเงือกที่บินวนเวียนมาโชว์ตัว  

พี่ชายกับพี่แม็กพร้อมหนังสือคู่มือดูนกและผีเสื้อ ดล แม่หน่อยและแดน
เที่ยวธรรมชาติครั้งแรก
          ต้องขอย้อนเวลากลับไปไกลตอนที่ลูกชายสองคน ดลอายุ ๖ ขวบและแดนอายุ ๓ ขวบ เป็นวัยเริ่มแรกของการเรียนรู้ และสำหรับพ่อแม่ก็อาจต้องจะเริ่มต้นเรียนรู้ใหม่ในบางสิ่งเหมือนกัน โดยเฉพาะสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆที่ไมใช่เฉพาะแค่ลูกสองคนเท่านั้น แรกเริ่มที่เราหันกลับมาสนใจเรียนรู้ธรรมชาติรอบตัวก็เพราะความเข้าใจในโลกธรรมชาตินั้นเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับอนาคต เราออกเดินทางตั้งแต่เช้ามาถึงศูนย์ที่ทำการอุทยาน แวะติดต่อเช็คอินข้อมูลแหล่งเรียนรู้ธรรมชาติที่นี้ก่อนเป็นอย่างแรก โอกาศดีที่ได้เจอกับพี่แม็คนักนำทางรุ่นเยาว์ที่อาสาพาเราเดินศึกษาธรรมชาติที่บ้านกร่างกันในวันรุ่งขึ้น (พี่แม็กลูกชายลุงเหวียนเจ้าหน้าที่อุทยานที่ได้รับการฝึกหัดอบรมการสื่อสารนำทางธรรมชาติ ทั้งเรื่องดูนกและผีเสื้อ) เมื่อนัดแนะกันเรียบร้อย กว่าเราจะมาถึงแค้มป์บ้านกร่างก็เย็นพอดี ที่ลานกลางเต้นท์เต็มไปด้วยเต้นท์หลากสีที่นักท่องเที่ยวจองพื้นที่ไว้หมดแล้ว  เราแทบจะถอยหลังกลับเพราะผู้คนมากมายในวันหยุดแออัดกันเต็มไปหมด แต่ก็โชคดีอีกครั้งที่ได้พบกับลุงเหวียนช่วยจัดการขอแทรกพื้นที่กางเต้นท์ข้างสนามและยืนยันว่าไม่เป็นไรเพราะส่วนใหญ่เค้าจะไม่เข้าป่ากันและพรุ่งนี้ก็จะทยอยกลับ ด้วยความตื่นเต้นตั้งแต่ได้ฟังคำบอกเล่าบรรยายสรุปจากพี่แม็กซึ่งคาดว่าจะได้พบเจอสิ่งมหัศจรรย์ที่บ้านกร่างจนดลและแดนอ้าปากค้างไปเลย เพราะเรามีเป้าหมายสำคัญในวันรุ่งขึ้นรอคอยอยู่ จึงรีบช่วยกันจัดการกางเต้นท์ทำกับข้าวให้เสร็จทันก่อนจะค่ำมืด  จนถึงดึกดื่นคืนนั้นแม้จะมีเสียงร้องรำทำเพลงคลอไปกับเสียงธรรมชาติจากเต้นท์รอบๆ เด็กสองคนก็หลับสนิทด้วยอากาศที่เย็นสบายจนถึงเช้ามืดลุกขึ้นตื่นก่อนใครๆ

 ลูกอ็อดยักษ์เกือบเท่าฝ่ามือดล มีแดนดูอยู่ข้างๆ

ดลกำลังจับลูกอ็อดในน้ำ
ลูกอ็อดยักษ์กับนกเงือก
          ผมลองไล่เรียงลำดับประสบการณ์เรียนรู้ธรรมชาติของดลและแดน มักพบว่าในการทำความรู้จักสิ่งมีชีวิตในแต่ละประสบการณ์มีจังหวะเวลาที่ถูกจัดเรียงไว้ให้เชื่อมโยงกันโดยตัวมันเอง ดลกับแดนตื่นแต่เช้าออกมาเดินดูพื้นที่รอบๆ สังเกตุเห็นหัวกบตัวโตตาแป๋วโผล่หัวออกมาจากโพรงดินข้างเต้นท์ ซึ่งดูแล้วไม่ใช่คางคกหรืออึ่งอ่างแน่ คาความสงสัยไว้จนมาได้คำตอบเมื่อตอนเดินลุยน้ำที่จุดลำธารสอง (จุดดูผีเสื้อที่มีถนนตัดผ่าน สามารถเดินตามลำห้วยไปโผล่ที่จุดลำธารหนึ่ง) พบเห็นฝูงลูกอ็อดว่ายน้ำแข่งกับปลา ดลลองจับขึ้นมาดูด้วยความตื่นเต้นมันเป็นลูกอ้อดยักษ์ยาวเกือบเท่าฝ่ามือ ทำให้ดลนึกเชื่อมโยงกลับไปที่กบข้างเต้นท์ จนสุดท้ายได้คำตอบจากพี่แม็กคือลูกอ้อดกบทูดอาศัยอยู่ตามลำห้วยซึ่งไหลลงไปถึงด้านหลังของแค้มป์บ้านกร่างด้วย หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อยก่อนถึงเวลาหมายนัดกับพี่แม็ก ดลจัดการเตรียมกล่องหนอน เพื่อเดินสำรวจดูหนอนผีเสื้อแถวๆนั้น จุดสำคัญที่เราลืมคุยกันก่อนคือเรื่องของกฏระเบียบการอนุรักษ์ในเขตอุทยานแห่งชาติ  คงไม่เหมือนกับที่หมู่บ้านผาสุกนึกอยากเก็บหนอนมาเลี้ยงที่บ้านก็ได้ตามสะดวก ณ.เวลานั้น ดลทำความเข้าใจได้ไม่ง่ายนักแต่ก็ตกลงกันได้โดยเพียงแค่ขอเก็บมาดูศึกษา ก่อนจะกลับก็ปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ ระหว่างเดินดูหาหนอนผีเสื้ิอไปรอบๆ บังเอิญมีนกเงือกบินวนเวียนมาเกาะอยู่ตามกิ่งต้นไม้แห้ง พยายามโชว์ตัวให้เห็นกันชัดๆในครั้งแรก เป็นการประทับรอยสำคัญให้ไว้กับเด็กสองคนตั้งแต่นั้น หารู้มั้ยว่าจะได้มีโอกาศรู้จักนกเงือกอย่างจริงจังในเวลาต่อมา

 ฝูงผีเสื้อที่ จุดลำธาร ๒
แมลงปอเข็มน้ำตกเขียว
 ไต่เชือกลงเนิน แดน ดลและแม่หน่อย

แมลงปอเข็มผสมพันธ์ที่ลำห้วย จุดลำธาร ๒
แมงย่องแย่งที่บ้านกร่าง

หมุดสำคัญสู่ประสบการณ์ใหม่
          พี่แม็กนำทางเราข้ามลำห้วยด้านหลังของลานกลางเต้นท์ เดินลัดเลาะขึ้นเนินสูงชันเข้าสู่เส้นทางศึกษาธรรมชาติในระยะสั้น ไปถึงทางออกที่จุดตัดริมถนนและเดินต่อไปจนถึงจุดลำธารสอง แหล่งผีเสื้อที่เต็มไปด้วยสีสันนานาชนิดต่างมารุมตอมริมลำห้วยและโขดหิน พี่แม็กจำแนกชื่อผีเสื้อชนิดต่างด้วยหนังสือคู่มือผีเสื้อของน้าเกรียง จากนั้นจึงพาเดินลุยน้ำไปตามลำห้วยที่มีสองฝั่งปกคลุมไปด้วยร่มไม้ใหญ่ ระหว่างทางพบข้างแว่นถิ่นใต้ที่พี่แม็กเล่าว่ามันชอบเกาะกระโดดข้ามหัวเราไปมาและฉี่ใส่ด้วยต้องระวัง โชคดีที่เราไม่เจอเหตุการณ์นี้ในวันนั้น จากลำห้วยที่บ้านกร่างจึงมีสิ่งมีชีวิตตัวสำคัญในครั้งแรกแปลงกายเป็นตัวละครซ่อนหาไปกับเด็กๆในทุกพื้นที่ธรรมชาติ เป็นอีกกระบวนหนึ่งที่จะทำความรู้จักธรรมชาติได้มากขึ้นด้วยตัวเอง  เราพบว่าแมลงย่องแย่งไม่ใช่แมงมุมจากที่พบในครั้งแรกไปจนถึงที่ลำห้วยโกรกอีดก  เราได้รู้จักแมลงปอน้ำตกเขียวเจ้าตัวที่ทำให้เรารู้ได้ว่ามีแหล่งน้ำสะอาดอยู่ เราไม่ได้เจอแค่แมลงปอเข็มที่เกาะเกี่ยวผสมพันธ์กัน แต่ได้เห็นมันวางไข่และมีตัวอ่อนเป็นนักล่าอยู่ในน้ำ เรามิได้รู้จักเรื่องราวทั้งหมดเหล่านี้จากประสบการณ์ครั้งแรก แต่มันได้รับการขยายผลจากจุดเริ่มต้นที่แค้มป์บ้านกร่าง และยังวนเวียนกลับมาเรียนรู้ธรรมชาติกันที่นี่อยู่เป็นประจำ เพราะธรรมชาตินั้นยิ่งใหญ่ ซับซ้อนและละเอียดอ่อนไม่รู้จบ

ย้อนรอยโกรกอีดก


  ครอบครัวควบกล้ำธรรมชาติที่โกรกอีดก

โกรกอีดก 
เป็นชื่อน้ำตก ที่อยู่บริเวณชายป่าตีนเขาใหญ่ในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ติดกับไร่ของชาวบ้านในจังหวัดนครนายก มีน้ำตกสูงใหญ่ซ่อนตัวอยู่อย่างเงียบๆตามที่น้าเกรียงบอก จนถึงทุกวันนี้พวกเรากลุ่มครอบครัวควบกล้ำธรรมชาติก็ยังไม่มีใครเคยไปถึง เพราะต้องใช้เวลาเดินไปและกลับหนึ่งวันเต็ม ในระยะทางที่บางคนบอกว่า 4 กม.บางคนก็ว่า 6 กม.นับว่าไกลมากสำหรับครอบครัวเด็กๆ แต่ที่สำคัญกว่าของที่นี่คือเส้นทางเลียบลำห้วยไปสู่น้ำตกโกรกอีดก
          จากการนำสำรวจของน้าเกรียงที่ใช้เวลากับพื้นที่นี้มาก่อนพอสมควรพบความสมบูรณ์และความหลากหลายของธรรมชาติที่นี่ จึงแนะนำให้เป็นพื้นที่เรียนรู้ธรรมชาติที่เหมาะสมที่สุดสำหรับครอบครัว หากเดินทางจากกรุงเทพฯจะมีระยะทางเกือบร้อยกิโลเมตร ด้วยเส้นทาง ถ.รังสิต-นครนายก เราสามารถออกเช้าตรู่กลับเย็นค่ำได้อย่างสะดวก ซึ่งในช่วงเวลาสี่ห้าปีที่ผ่านมา เราได้ใช้เวลาเรียนรู้สัมผัสธรรมชาติกันที่นี่เป็นส่วนใหญ่ เด็กๆ จึงมีรอยประทับจากโกรกอีดกอยู่ในความทรงจำกันทุกๆ คน

พักทานข้าวกันริมห้วย

น้าเกรียงและดลกำลังถ่านรูปผีเสื้อ
 ผีเสื้อสะพายฟ้า ลอยน้ำ










แมลงปอเข็มผสมพันธ์เป็นรูปหัวใจ
ทีละก้าวเลียบลำห้วย
          หลังจากที่เราได้เรียนรู้ธรรมชาติแบบรอบตัว จากหลังบ้าน ในบ้านและจากหนังสือหรือสื่อหลากหลายชนิดมาแล้ว  น้า
เกรียงพาพวกเรามาสัมผัสกับพื้นที่ธรรมชาติจริงๆแบบลงรายละเอียดกันมากขึ้นที่นี่ บนเส้นทางเลียบลำห้วยโกรกอีดกจึงถูกใช้เวลาไปกับการทักทายทำความรู้จักสิ่งมีชีวิตเล็กๆที่พบเจอระหว่างทางอย่างจดจ่อของเด็กๆ ด้วยความตื่นตาตื่นใจในครั้งแรกและจะซ่อนหาท้าทายให้พบเจอกันอีกในครั้งต่อๆไป  จึงมีจุดพบตัวสำคัญที่มักจะให้เราพบเจอเสมอเช่น แมลงปอ แมงมุม ผีเสื้อ และแมลงกลุ่มต่างๆอีกหลากหลายชนิด ยังไม่นับรวมพืชพรรณไม้และเห็ดราในเฉพาะหน้าฝน ก้าวเดินทีละก้าวของน้าเกรียงจึงสำคัญต่อการพบเจอและสังเกตุเห็น เป็นการเรียนรู้ของเด็กๆที่จะพบสิ่งมหัศจรรย์ที่ซ่อนตัวอยู่ได้โดยไม่ต้องสอนกันมากนัก การรู้จักจำแนกชนิดและความสัมพันธ์ของชีวิตแต่ละชนิดที่เชื่อมโยงกันในระบบนิเวศน์จะค่อยถูกบอกเล่าปะติดปะต่อไปด้วยตลอดทาง  จนถึงที่พักเหนื่อยริมลำห้วยโกรกอีดกจุดท้ายสุด เป็นแหล่งสำรวจสิ่งมีชีวิตในน้ำและริมน้ำเช่น ปลา แมลงน้ำ ตัวอ่อนแมลงปอ และผีเสื้อที่มีอยู่ชุกชุม

ดลและซีกำลังช้อนปลา
  ปลาค้อ      
ปลาก้าง
ตัวอ่อนแมลงปอไม่ทราบชนิด
ตัวอ่อนแมลงปอเข็ม
จิงโจ้น้ำ
ปีชนปีที่โกรกอีดก
          ช่วงเวลาที่ได้เรียนรู้ธรรมชาติในเวลานั้นถือเป็นส่วนสำคัญในแผนจัดการเรียนรู้ให้กับลูกๆ เราจึงไปเรียนรู้กันที่โกรกอีดกอย่างน้อยที่สุดเดือนละครั้ง ได้เห็นและสัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลงทั้งระบบนิเวศน์ของที่นี่ ตั้งแต่หน้าแล้งที่ลำห้วยแห้งขอด สิ่งมีชีวิตต่างปรับตัวอาศัยน้ำที่มีอยู่น้อยนิดในแอ่งน้ำที่หลงเหลืออยู่ ได้พบชีวิตเล็กๆในน้ำกับปลาบางชนิด ดล แดน ซี เคน จิโร่ และแก้มสาวน้อยคนเดียวในแก๊งสำรวจ ชวนกันขึ้นไปสำรวจตามเส้นทางลำน้ำที่แห้งขอด พบซากปลากระทิง ปลาก้าง ปลาหลด ปลามะไฟและปลาซิว ที่ต้องสละชีวิตเพราะแห้งตาย บางตัวมีหนอนรุมแทะอยู่ยั่วเยี๊ยและมีกลิ่นเหม็นคลุ้งไปหมด ดูจากคลิปเด็ก"ผจญภัยสำรวจโกรกอีดก"ที่ทำกันเองตามภาษาเด็กๆ บอกเล่าจินตนาการจากการสำรวจพบ"สุสานปลา"อยู่ด้านบนไกลออกไปในช่วงเดือนเมษายนที่แสนจะร้อนอบอ้าว  จนถึงเวลาเริ่มเข้าหน้าฝนที่ความเขียวชอุ่มฟื้นคืนความแห้งแล้ง ตั้งแต่เดือนมิถุนายนพืชพรรณไม้ที่นั่นเริ่มผลิใบ ย่างเข้าเดือนตุลาคมฝนเริ่มตกชุกเป็นเวลาที่มีเห็ดชนิดต่างๆรอไว้ให้เราได้สำรวจ แต่มีข้อแม้คือต้องเตรียมเสื้อกันฝนและเตรียมตัวเปียกฝนไว้ด้วย สายน้ำในช่วงเวลานั้นจะไหลเชี่ยวแรงอาจไม่เหมาะสำหรับเด็กเล็ก ต้องระวังน้ำป่าไหลหลากหากเจอช่วงจังหวะมรสุมเข้าพอดี จากปลายฝนต้นฤดูหนาวยาวไปถึงเดือนมีนาคมของปีใหม่ เป็นช่วงเวลาที่งดงามที่สุดของลำห้วยโกรกอีดก ทั้งความเขียวพอดีของต้นไม้ข้างทางที่ไม่รกหนาทึบและน้ำใสที่ไหลเอื่อย เป็นช่วงท้ายปลายสุดก่อนจะเข้าสู่ฤดูร้อนของปีชนปี ที่มีน้ำกำลังดีป่ากำลังเหมาะสำหรับการสำรวจธรรมชาติ

Add caption

1.         แมลงปอเข็มประกายธาร
ด้วงหนวดยาวสีสดใส
แมงมุมกับลูกตัวอ่อนนับร้อย

แมลงปอเข็มวางไข่      

        
พบเจอคือประสบการณ์สำคัญสายน้ำใสที่ไหลเอื่อยลง จนบางช่วงเหลืิอเป็นแอ่งนำ้ขังเอื้ออำนวยในการสำรวจสิ่งมีชีวิตในน้ำ เป็นครั้งแรกที่เด็กๆได้เห็นตัวอ่อนแมลงปอในน้ำใสๆจากธรรมชาติ มีรูปทรงแตกต่างกันหลายชนิดรวมถึงแมลงน้ำเช่น จิงโจ้น้ำ เล่นสกีอยู่บนผิวน้ำด้วยขายาว ลอยตัวด้วยแรงตึงของผิวน้ำ ที่ตื่นเต้นไปกว่านั้นเมื่อเราได้เห็นแมลงปอเข็มเกาะเกี่ยวตัวกันเป็นรูปหัวใจกำลังผสมพันธ์กัน และบินไปวางไข่ในแอ่งน้ำใส เด็กๆได้เฝ้าดูอย่างใกล้ชิด เห็นตัวเมียใช้ปลายท้องจุ่มลงในน้ำจิ้มลงที่บริเวณแถวรากไม้ใต้น้ำ เป็นโอกาสที่หาดูได้ยากยิ่ง นอกจากนี้ยังได้พบเจอแมลงป่องช้างตัวโต  แมงมุมกับลูกๆตัวอ่อนนับร้อย ด้วงหนวดยาวสีสวยสด และคราบงูตัวยาวใหญ่ไม่ทราบชนิด
แดน ดล แก้มและซี ขึ้นไปสำรวจสุสานปลา

ซีเจอคราบงูตัวยาวมาก
ลูกตั๊กแตนตำข้าว 
 แมลงป่องช้าง




          ที่ลำห้วยโกรกอีดกจึงเป็นแหล่งเรียนรู้ธรรมชาติที่ให้ประสบการณ์สำคัญแก่เด็กๆและครอบครัว แค่บางเสี้ยวส่วนของระบบนิเวศน์ในธรรมชาติแต่ก็ทำให้เราได้ซึมซับและรับรู้ถึงความละเอียดอ่อนอันซับซ้อนที่เชื่อมโยงกันในระบบธรรมชาติ โดยมีน้ำเป็นปัจจัยสำคัญต่อสรรพชีวิต