วันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2558

จุดเริ่มต้นที่แคมป์บ้านกร่าง

ดลกับกล่องหนอนตอนเช้าตรู่

          บ้านกร่างแค้มป์เป็นจุดพักกางเต้นท์ สำหรับผู้ที่ต้องการมาสัมผัสธรรมชาติ ณ.อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน พื้นที่ป่าต้นน้ำลำธารแม่น้ำเพชรบุรีเหนือเขื่อนแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ด้วยสภาพป่าสมบูรณ์เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่าที่ยังพบเห็นกันบ้างอาทิเช่น เลียงผา วัวแดง กระทิง ช้างป่าและแม้กระทั่งเสือ เป็นแหล่งดูนก ผีเสื้อและแมลงนานาชนิดที่สำคัญ ที่นักสำรวจธรรมชาติไม่ควรพลาด คือข้อมูลขั้นแรกที่พาให้เกิดแรงบันดาลใจไปท่องเที่ยวแบบสำรวจธรรมชาติกัน ด้วยระยะทางจากกรุงเทพถึงอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานประมาณ 200 กม.และต่อไปถึงแคมป์บ้านกร่างอีก 35 กม.ใช้เวลาเดินทางรวมแล้วประมาณครึ่งวัน เป็นระยะทางที่พอเหมาะสำหรับครอบครัวพ่อแม่ลูกสี่คนพากันมาท่องเที่ยวในวันหยุดสุดสัปดาห์

หน้าเต้นท์ยามค่ำคืน

กบทูดที่ดลพบเจอขุดโพรงอยู่ข้างเต้นท์
 นกแก้ก นกเงือกที่บินวนเวียนมาโชว์ตัว  

พี่ชายกับพี่แม็กพร้อมหนังสือคู่มือดูนกและผีเสื้อ ดล แม่หน่อยและแดน
เที่ยวธรรมชาติครั้งแรก
          ต้องขอย้อนเวลากลับไปไกลตอนที่ลูกชายสองคน ดลอายุ ๖ ขวบและแดนอายุ ๓ ขวบ เป็นวัยเริ่มแรกของการเรียนรู้ และสำหรับพ่อแม่ก็อาจต้องจะเริ่มต้นเรียนรู้ใหม่ในบางสิ่งเหมือนกัน โดยเฉพาะสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆที่ไมใช่เฉพาะแค่ลูกสองคนเท่านั้น แรกเริ่มที่เราหันกลับมาสนใจเรียนรู้ธรรมชาติรอบตัวก็เพราะความเข้าใจในโลกธรรมชาตินั้นเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับอนาคต เราออกเดินทางตั้งแต่เช้ามาถึงศูนย์ที่ทำการอุทยาน แวะติดต่อเช็คอินข้อมูลแหล่งเรียนรู้ธรรมชาติที่นี้ก่อนเป็นอย่างแรก โอกาศดีที่ได้เจอกับพี่แม็คนักนำทางรุ่นเยาว์ที่อาสาพาเราเดินศึกษาธรรมชาติที่บ้านกร่างกันในวันรุ่งขึ้น (พี่แม็กลูกชายลุงเหวียนเจ้าหน้าที่อุทยานที่ได้รับการฝึกหัดอบรมการสื่อสารนำทางธรรมชาติ ทั้งเรื่องดูนกและผีเสื้อ) เมื่อนัดแนะกันเรียบร้อย กว่าเราจะมาถึงแค้มป์บ้านกร่างก็เย็นพอดี ที่ลานกลางเต้นท์เต็มไปด้วยเต้นท์หลากสีที่นักท่องเที่ยวจองพื้นที่ไว้หมดแล้ว  เราแทบจะถอยหลังกลับเพราะผู้คนมากมายในวันหยุดแออัดกันเต็มไปหมด แต่ก็โชคดีอีกครั้งที่ได้พบกับลุงเหวียนช่วยจัดการขอแทรกพื้นที่กางเต้นท์ข้างสนามและยืนยันว่าไม่เป็นไรเพราะส่วนใหญ่เค้าจะไม่เข้าป่ากันและพรุ่งนี้ก็จะทยอยกลับ ด้วยความตื่นเต้นตั้งแต่ได้ฟังคำบอกเล่าบรรยายสรุปจากพี่แม็กซึ่งคาดว่าจะได้พบเจอสิ่งมหัศจรรย์ที่บ้านกร่างจนดลและแดนอ้าปากค้างไปเลย เพราะเรามีเป้าหมายสำคัญในวันรุ่งขึ้นรอคอยอยู่ จึงรีบช่วยกันจัดการกางเต้นท์ทำกับข้าวให้เสร็จทันก่อนจะค่ำมืด  จนถึงดึกดื่นคืนนั้นแม้จะมีเสียงร้องรำทำเพลงคลอไปกับเสียงธรรมชาติจากเต้นท์รอบๆ เด็กสองคนก็หลับสนิทด้วยอากาศที่เย็นสบายจนถึงเช้ามืดลุกขึ้นตื่นก่อนใครๆ

 ลูกอ็อดยักษ์เกือบเท่าฝ่ามือดล มีแดนดูอยู่ข้างๆ

ดลกำลังจับลูกอ็อดในน้ำ
ลูกอ็อดยักษ์กับนกเงือก
          ผมลองไล่เรียงลำดับประสบการณ์เรียนรู้ธรรมชาติของดลและแดน มักพบว่าในการทำความรู้จักสิ่งมีชีวิตในแต่ละประสบการณ์มีจังหวะเวลาที่ถูกจัดเรียงไว้ให้เชื่อมโยงกันโดยตัวมันเอง ดลกับแดนตื่นแต่เช้าออกมาเดินดูพื้นที่รอบๆ สังเกตุเห็นหัวกบตัวโตตาแป๋วโผล่หัวออกมาจากโพรงดินข้างเต้นท์ ซึ่งดูแล้วไม่ใช่คางคกหรืออึ่งอ่างแน่ คาความสงสัยไว้จนมาได้คำตอบเมื่อตอนเดินลุยน้ำที่จุดลำธารสอง (จุดดูผีเสื้อที่มีถนนตัดผ่าน สามารถเดินตามลำห้วยไปโผล่ที่จุดลำธารหนึ่ง) พบเห็นฝูงลูกอ็อดว่ายน้ำแข่งกับปลา ดลลองจับขึ้นมาดูด้วยความตื่นเต้นมันเป็นลูกอ้อดยักษ์ยาวเกือบเท่าฝ่ามือ ทำให้ดลนึกเชื่อมโยงกลับไปที่กบข้างเต้นท์ จนสุดท้ายได้คำตอบจากพี่แม็กคือลูกอ้อดกบทูดอาศัยอยู่ตามลำห้วยซึ่งไหลลงไปถึงด้านหลังของแค้มป์บ้านกร่างด้วย หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อยก่อนถึงเวลาหมายนัดกับพี่แม็ก ดลจัดการเตรียมกล่องหนอน เพื่อเดินสำรวจดูหนอนผีเสื้อแถวๆนั้น จุดสำคัญที่เราลืมคุยกันก่อนคือเรื่องของกฏระเบียบการอนุรักษ์ในเขตอุทยานแห่งชาติ  คงไม่เหมือนกับที่หมู่บ้านผาสุกนึกอยากเก็บหนอนมาเลี้ยงที่บ้านก็ได้ตามสะดวก ณ.เวลานั้น ดลทำความเข้าใจได้ไม่ง่ายนักแต่ก็ตกลงกันได้โดยเพียงแค่ขอเก็บมาดูศึกษา ก่อนจะกลับก็ปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ ระหว่างเดินดูหาหนอนผีเสื้ิอไปรอบๆ บังเอิญมีนกเงือกบินวนเวียนมาเกาะอยู่ตามกิ่งต้นไม้แห้ง พยายามโชว์ตัวให้เห็นกันชัดๆในครั้งแรก เป็นการประทับรอยสำคัญให้ไว้กับเด็กสองคนตั้งแต่นั้น หารู้มั้ยว่าจะได้มีโอกาศรู้จักนกเงือกอย่างจริงจังในเวลาต่อมา

 ฝูงผีเสื้อที่ จุดลำธาร ๒
แมลงปอเข็มน้ำตกเขียว
 ไต่เชือกลงเนิน แดน ดลและแม่หน่อย

แมลงปอเข็มผสมพันธ์ที่ลำห้วย จุดลำธาร ๒
แมงย่องแย่งที่บ้านกร่าง

หมุดสำคัญสู่ประสบการณ์ใหม่
          พี่แม็กนำทางเราข้ามลำห้วยด้านหลังของลานกลางเต้นท์ เดินลัดเลาะขึ้นเนินสูงชันเข้าสู่เส้นทางศึกษาธรรมชาติในระยะสั้น ไปถึงทางออกที่จุดตัดริมถนนและเดินต่อไปจนถึงจุดลำธารสอง แหล่งผีเสื้อที่เต็มไปด้วยสีสันนานาชนิดต่างมารุมตอมริมลำห้วยและโขดหิน พี่แม็กจำแนกชื่อผีเสื้อชนิดต่างด้วยหนังสือคู่มือผีเสื้อของน้าเกรียง จากนั้นจึงพาเดินลุยน้ำไปตามลำห้วยที่มีสองฝั่งปกคลุมไปด้วยร่มไม้ใหญ่ ระหว่างทางพบข้างแว่นถิ่นใต้ที่พี่แม็กเล่าว่ามันชอบเกาะกระโดดข้ามหัวเราไปมาและฉี่ใส่ด้วยต้องระวัง โชคดีที่เราไม่เจอเหตุการณ์นี้ในวันนั้น จากลำห้วยที่บ้านกร่างจึงมีสิ่งมีชีวิตตัวสำคัญในครั้งแรกแปลงกายเป็นตัวละครซ่อนหาไปกับเด็กๆในทุกพื้นที่ธรรมชาติ เป็นอีกกระบวนหนึ่งที่จะทำความรู้จักธรรมชาติได้มากขึ้นด้วยตัวเอง  เราพบว่าแมลงย่องแย่งไม่ใช่แมงมุมจากที่พบในครั้งแรกไปจนถึงที่ลำห้วยโกรกอีดก  เราได้รู้จักแมลงปอน้ำตกเขียวเจ้าตัวที่ทำให้เรารู้ได้ว่ามีแหล่งน้ำสะอาดอยู่ เราไม่ได้เจอแค่แมลงปอเข็มที่เกาะเกี่ยวผสมพันธ์กัน แต่ได้เห็นมันวางไข่และมีตัวอ่อนเป็นนักล่าอยู่ในน้ำ เรามิได้รู้จักเรื่องราวทั้งหมดเหล่านี้จากประสบการณ์ครั้งแรก แต่มันได้รับการขยายผลจากจุดเริ่มต้นที่แค้มป์บ้านกร่าง และยังวนเวียนกลับมาเรียนรู้ธรรมชาติกันที่นี่อยู่เป็นประจำ เพราะธรรมชาตินั้นยิ่งใหญ่ ซับซ้อนและละเอียดอ่อนไม่รู้จบ

ย้อนรอยโกรกอีดก


  ครอบครัวควบกล้ำธรรมชาติที่โกรกอีดก

โกรกอีดก 
เป็นชื่อน้ำตก ที่อยู่บริเวณชายป่าตีนเขาใหญ่ในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ติดกับไร่ของชาวบ้านในจังหวัดนครนายก มีน้ำตกสูงใหญ่ซ่อนตัวอยู่อย่างเงียบๆตามที่น้าเกรียงบอก จนถึงทุกวันนี้พวกเรากลุ่มครอบครัวควบกล้ำธรรมชาติก็ยังไม่มีใครเคยไปถึง เพราะต้องใช้เวลาเดินไปและกลับหนึ่งวันเต็ม ในระยะทางที่บางคนบอกว่า 4 กม.บางคนก็ว่า 6 กม.นับว่าไกลมากสำหรับครอบครัวเด็กๆ แต่ที่สำคัญกว่าของที่นี่คือเส้นทางเลียบลำห้วยไปสู่น้ำตกโกรกอีดก
          จากการนำสำรวจของน้าเกรียงที่ใช้เวลากับพื้นที่นี้มาก่อนพอสมควรพบความสมบูรณ์และความหลากหลายของธรรมชาติที่นี่ จึงแนะนำให้เป็นพื้นที่เรียนรู้ธรรมชาติที่เหมาะสมที่สุดสำหรับครอบครัว หากเดินทางจากกรุงเทพฯจะมีระยะทางเกือบร้อยกิโลเมตร ด้วยเส้นทาง ถ.รังสิต-นครนายก เราสามารถออกเช้าตรู่กลับเย็นค่ำได้อย่างสะดวก ซึ่งในช่วงเวลาสี่ห้าปีที่ผ่านมา เราได้ใช้เวลาเรียนรู้สัมผัสธรรมชาติกันที่นี่เป็นส่วนใหญ่ เด็กๆ จึงมีรอยประทับจากโกรกอีดกอยู่ในความทรงจำกันทุกๆ คน

พักทานข้าวกันริมห้วย

น้าเกรียงและดลกำลังถ่านรูปผีเสื้อ
 ผีเสื้อสะพายฟ้า ลอยน้ำ










แมลงปอเข็มผสมพันธ์เป็นรูปหัวใจ
ทีละก้าวเลียบลำห้วย
          หลังจากที่เราได้เรียนรู้ธรรมชาติแบบรอบตัว จากหลังบ้าน ในบ้านและจากหนังสือหรือสื่อหลากหลายชนิดมาแล้ว  น้า
เกรียงพาพวกเรามาสัมผัสกับพื้นที่ธรรมชาติจริงๆแบบลงรายละเอียดกันมากขึ้นที่นี่ บนเส้นทางเลียบลำห้วยโกรกอีดกจึงถูกใช้เวลาไปกับการทักทายทำความรู้จักสิ่งมีชีวิตเล็กๆที่พบเจอระหว่างทางอย่างจดจ่อของเด็กๆ ด้วยความตื่นตาตื่นใจในครั้งแรกและจะซ่อนหาท้าทายให้พบเจอกันอีกในครั้งต่อๆไป  จึงมีจุดพบตัวสำคัญที่มักจะให้เราพบเจอเสมอเช่น แมลงปอ แมงมุม ผีเสื้อ และแมลงกลุ่มต่างๆอีกหลากหลายชนิด ยังไม่นับรวมพืชพรรณไม้และเห็ดราในเฉพาะหน้าฝน ก้าวเดินทีละก้าวของน้าเกรียงจึงสำคัญต่อการพบเจอและสังเกตุเห็น เป็นการเรียนรู้ของเด็กๆที่จะพบสิ่งมหัศจรรย์ที่ซ่อนตัวอยู่ได้โดยไม่ต้องสอนกันมากนัก การรู้จักจำแนกชนิดและความสัมพันธ์ของชีวิตแต่ละชนิดที่เชื่อมโยงกันในระบบนิเวศน์จะค่อยถูกบอกเล่าปะติดปะต่อไปด้วยตลอดทาง  จนถึงที่พักเหนื่อยริมลำห้วยโกรกอีดกจุดท้ายสุด เป็นแหล่งสำรวจสิ่งมีชีวิตในน้ำและริมน้ำเช่น ปลา แมลงน้ำ ตัวอ่อนแมลงปอ และผีเสื้อที่มีอยู่ชุกชุม

ดลและซีกำลังช้อนปลา
  ปลาค้อ      
ปลาก้าง
ตัวอ่อนแมลงปอไม่ทราบชนิด
ตัวอ่อนแมลงปอเข็ม
จิงโจ้น้ำ
ปีชนปีที่โกรกอีดก
          ช่วงเวลาที่ได้เรียนรู้ธรรมชาติในเวลานั้นถือเป็นส่วนสำคัญในแผนจัดการเรียนรู้ให้กับลูกๆ เราจึงไปเรียนรู้กันที่โกรกอีดกอย่างน้อยที่สุดเดือนละครั้ง ได้เห็นและสัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลงทั้งระบบนิเวศน์ของที่นี่ ตั้งแต่หน้าแล้งที่ลำห้วยแห้งขอด สิ่งมีชีวิตต่างปรับตัวอาศัยน้ำที่มีอยู่น้อยนิดในแอ่งน้ำที่หลงเหลืออยู่ ได้พบชีวิตเล็กๆในน้ำกับปลาบางชนิด ดล แดน ซี เคน จิโร่ และแก้มสาวน้อยคนเดียวในแก๊งสำรวจ ชวนกันขึ้นไปสำรวจตามเส้นทางลำน้ำที่แห้งขอด พบซากปลากระทิง ปลาก้าง ปลาหลด ปลามะไฟและปลาซิว ที่ต้องสละชีวิตเพราะแห้งตาย บางตัวมีหนอนรุมแทะอยู่ยั่วเยี๊ยและมีกลิ่นเหม็นคลุ้งไปหมด ดูจากคลิปเด็ก"ผจญภัยสำรวจโกรกอีดก"ที่ทำกันเองตามภาษาเด็กๆ บอกเล่าจินตนาการจากการสำรวจพบ"สุสานปลา"อยู่ด้านบนไกลออกไปในช่วงเดือนเมษายนที่แสนจะร้อนอบอ้าว  จนถึงเวลาเริ่มเข้าหน้าฝนที่ความเขียวชอุ่มฟื้นคืนความแห้งแล้ง ตั้งแต่เดือนมิถุนายนพืชพรรณไม้ที่นั่นเริ่มผลิใบ ย่างเข้าเดือนตุลาคมฝนเริ่มตกชุกเป็นเวลาที่มีเห็ดชนิดต่างๆรอไว้ให้เราได้สำรวจ แต่มีข้อแม้คือต้องเตรียมเสื้อกันฝนและเตรียมตัวเปียกฝนไว้ด้วย สายน้ำในช่วงเวลานั้นจะไหลเชี่ยวแรงอาจไม่เหมาะสำหรับเด็กเล็ก ต้องระวังน้ำป่าไหลหลากหากเจอช่วงจังหวะมรสุมเข้าพอดี จากปลายฝนต้นฤดูหนาวยาวไปถึงเดือนมีนาคมของปีใหม่ เป็นช่วงเวลาที่งดงามที่สุดของลำห้วยโกรกอีดก ทั้งความเขียวพอดีของต้นไม้ข้างทางที่ไม่รกหนาทึบและน้ำใสที่ไหลเอื่อย เป็นช่วงท้ายปลายสุดก่อนจะเข้าสู่ฤดูร้อนของปีชนปี ที่มีน้ำกำลังดีป่ากำลังเหมาะสำหรับการสำรวจธรรมชาติ

Add caption

1.         แมลงปอเข็มประกายธาร
ด้วงหนวดยาวสีสดใส
แมงมุมกับลูกตัวอ่อนนับร้อย

แมลงปอเข็มวางไข่      

        
พบเจอคือประสบการณ์สำคัญสายน้ำใสที่ไหลเอื่อยลง จนบางช่วงเหลืิอเป็นแอ่งนำ้ขังเอื้ออำนวยในการสำรวจสิ่งมีชีวิตในน้ำ เป็นครั้งแรกที่เด็กๆได้เห็นตัวอ่อนแมลงปอในน้ำใสๆจากธรรมชาติ มีรูปทรงแตกต่างกันหลายชนิดรวมถึงแมลงน้ำเช่น จิงโจ้น้ำ เล่นสกีอยู่บนผิวน้ำด้วยขายาว ลอยตัวด้วยแรงตึงของผิวน้ำ ที่ตื่นเต้นไปกว่านั้นเมื่อเราได้เห็นแมลงปอเข็มเกาะเกี่ยวตัวกันเป็นรูปหัวใจกำลังผสมพันธ์กัน และบินไปวางไข่ในแอ่งน้ำใส เด็กๆได้เฝ้าดูอย่างใกล้ชิด เห็นตัวเมียใช้ปลายท้องจุ่มลงในน้ำจิ้มลงที่บริเวณแถวรากไม้ใต้น้ำ เป็นโอกาสที่หาดูได้ยากยิ่ง นอกจากนี้ยังได้พบเจอแมลงป่องช้างตัวโต  แมงมุมกับลูกๆตัวอ่อนนับร้อย ด้วงหนวดยาวสีสวยสด และคราบงูตัวยาวใหญ่ไม่ทราบชนิด
แดน ดล แก้มและซี ขึ้นไปสำรวจสุสานปลา

ซีเจอคราบงูตัวยาวมาก
ลูกตั๊กแตนตำข้าว 
 แมลงป่องช้าง




          ที่ลำห้วยโกรกอีดกจึงเป็นแหล่งเรียนรู้ธรรมชาติที่ให้ประสบการณ์สำคัญแก่เด็กๆและครอบครัว แค่บางเสี้ยวส่วนของระบบนิเวศน์ในธรรมชาติแต่ก็ทำให้เราได้ซึมซับและรับรู้ถึงความละเอียดอ่อนอันซับซ้อนที่เชื่อมโยงกันในระบบธรรมชาติ โดยมีน้ำเป็นปัจจัยสำคัญต่อสรรพชีวิต

วันอังคารที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2557

สูดอากาศ

เดินข้ามลำห้วย เข้าสู่เส้นทาง


         ลำห้วยที่โกรกอีดก..... เป็นพื้นที่ศึกษาธรรมชาติที่คุ้นเคยสำหรับกลุ่มครอบครัวควบกล้ำฯ ตั้งแต่สมัยเด็กๆยังตัวเล็กๆ เมื่อสี่ห้าปีมาแล้ว จวบจนถึงปัจจุบันเติบโตเป็นหนุ่มกันเกือบหมดแล้ว โดยเฉพาะดลและแดนกับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปจากการเข้าสู่ระบบโรงเรียนทั้งสองคน "การไปโรงเรียนเป็นการทำให้เรารูจักคุณค่าของเวลาในวันหยุด" เป็นวรรคทองของดลที่โปรยทิ้งท้ายไว้ ปิดเทอมจึงเป็นช่วงจังหวะที่ต้องฉวยโอกาศเอาไว้ แม้จะมีการนัดหมายรวมกลุ่มครอบครัวกันหลายครั้ง แต่ก็ยังมีอุปสรรคอีกหลายๆด้านที่ทำให้ต้องเลื่อนโอกาศที่ดีที่สุดไป จนถึงเวลาจวนตัวก่อนจะเปิดเทอม การนัดหมายได้พร้อมกันเพียงสองบ้านก็ยังดี จึงมีแต่บ้านดลแดนและบ้านเคนและจิโร่มุ่งหน้าสู่ลำห้วยโกรกอีดก เพื่อหวลคืนสู่ธรรมชาติอีกครั้งหลังจากห่างหายมานานนับปี  เป็นการสูดอากาศธรรมชาติรับพลังให้เต็มปอดตลอดทั้งวัน

เส้นทางเดินป่ารกเขียว


เจอดอกไม้สำคัญ

ส่องหาเห็ดตามพื้นโคนต้น
ลมหายใจที่โกรกอีดก      
          เข้าระยะปลายฝนต้นหนาวของเดือนตุลาคม ป่าที่นี่เขียวชะอุ่มปกคลุมทางเดินที่ลัดเลาะลำห้วยจากน้ำตกโกรกอีดก ดลใช้มีดพร่าช่วยเปิดทางที่รกทึบเต็มไปด้วยหนามมัยราบในช่วงต้นทาง หากเป็นการมาครั้งแรกคงไม่มีใครกล้าเดินเข้าไปแน่ๆ เพราะในหลายๆครั้งที่ผ่านมาน้าเกรียงจะทำหน้าที่คุณครูนำทางมาเรียนรู้ธรรมชาติกันที่นี่ และเป็นความโชคดีที่ชายป่าแถวนี้ไม่มีทากคอยเกาะดูดเลือด ที่นี่จึงเหมาะสมมากในการศึกษาธรรมชาติสำหรับเด็กๆและครอบครัว 
          "ไม่ได้ไปนานมาก คิดถึงมากจ๊ะ พาเด็กๆเข้าป่าสำรวจเห็ดที่โกรกอีดก กลับสู่ธรรมชาติเพื่อชาร์ตพลังชีวิตกัน" แม่จิ๋มแม่ของเคนและจิโรรำพึงความรู้สึกบนเพจ ฟบจากช่วงเวลาสามปีให้หลังเรามักทึกทักเอาว่าโลกเราเปลี่ยนไปเร็วมาก แต่เราเองก็เปลี่ยนแปลงไปเร็วมากกว่า ในขณะที่ธรรมชาติยังคงปรับตัวเปลี่ยนแปลงให้สมดุลย์อย่างค่อยเป็นค่อยไป  เด็กๆเติบโตขึ้นพร้อมกับกิจกรรมและภาระกิจที่ซับซ้อนขึ้น  เผชิญกับสื่อรอบตัวที่ผันแปร การได้กลับเข้าสู่ห้องเรียนธรรมชาติเปรียบเสมือนการได้จัดเรียงฐานประสบการณ์ให้เข้าที่อีกครั้ง ลมหายใจที่โกรกอีดก จึงมีความหมายทุกชั่วขณะ ความคุ้นชิน ความสงบ ความอบอุ่น และความสุขที่ทำให้ลืมบางสิ่งทิ้งไว้ข้างหลัง

แมลงปอเข็มน้ำตกใหญ่
แมงมุมใยไหมทอง 

เพลี้ยกระโดด ที่มีหัวปลอมทางด้านก้น
ทักทาย สรรพชีวิต
          โกรกอีดกเป็นชื่อน้ำตกที่สวยงามที่ชาวครอบครัวควบกล้ำฯยังไม่เคยไปถึง เพราะเพียงแค่ทักทายสรรพชีวิตระหว่างทางและเล่นน้ำตามลำธารน้ำไหล ก็หมดเวลาเช้าสายถึงเย็นพอดี  บนเส้นทางสำรวจเราจึงมีจุดหมายประจำเพื่อพักทานข้าวเที่ยงและเล่นน้ำไหลเย็นกันตามอัธยาศัย จากเส้นทางลัดเลาะขนานไปกับลำห้วย บางช่วงมีไม้เลื้อยเถาวัลย์ปกคลุมหนาทึบ ทางเดินเป็นช่องลอดมืดครึ้ม มีแสงส่องลอดช่องส่องเห็นแมลงปอเข็มน้ำตกใหญ่เจ้าถิ่นบินมาเกาะรอต้อนรับให้ถ่ายรูปได้เป็นระยะๆ  ระหว่างช่องทางเดินแคบพบแมงมุมอีกหลายชนิดเช่นแมงมุม ใยทองตัวใหญ่ชักใยขวางคอยดักจับแมลงเป็นอาหาร จิโร่ต้องคอยมุดลอดเพราะกลัวว่าใยแมงมุมจะเสียหาย

เห็ดถ้วยแชมเปญสีสวยสด เป็นเห็ดรูปทรงถ้วยชนิดหนึ่ง

 เห็ดหิ้งชุดงามใหญ่กว่าฝ่ามือ

เห็ดถ้วยขนคล้ายเห็ดถ้วยแชมเปญแต่มีขน

          ระหว่างทางตามพื้นและคบไม้ผุจะพบเห็ดชนิดต่างๆเป็นที่สนใจของคุณแม่หน่อยและแม่จิ๋ม โดยเฉพาะเห็ดถ้วยแชมเปญและเห็ดถ้วยขน สีสวยสดประจำเส้นทาง พบเห็ดขอน เห็ดหิ้ง และเห็ดนิ้วมือคนตาย ซึ่งน้าเกรียงเคยพาพวกเราสำรวจเรียนรู้กันมาแล้ว เห็ดราเป็นอีกหนึ่งสิ่งมีชีวิตมหัศจรรย์ที่มิใช่พืชหรือสัตว์ ทำหน้าที่ย่อยสลายทั้งซากพืชและมูลสัตว์ให้กลายเป็ธาตุอาหารของเหล่าพรรณพืช  แมลงย่องแย่งหรือคุณพ่อขายาว(Daddy Long Legs)ของเด็กๆที่มาทุกครั้งต้องได้ทักทายกัน ด้วยรูปร่างที่มีขายาวมากกว่าแมงมุมเสียอีก มักอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ตามโคนต้นไม้ใหญ่หรือโขดหิน ใครเห็นนึกว่าเป็นแมงมุมแต่แท้จริงแล้วเป็นแมลงที่ไม่สามารถชักใยได้ ระหว่างทางเดินยังมีแมลงแปลกประหลาดมหัศจรรย์อีกหลายชนิดที่ได้พบเจอกันในครั้งนี้

แมลงย่องแย่งหรือคุณพ่อขายาว

เล็งถ่ายเห็ดกัน

แม่หน่อยกับแม่จิ๋มกำลังบันทึกภาพเห็ดบนเถาวัลย์

เห็ดบนเถาวัลย์

แม่หน่อยกับเห็ดขอนชุดใหญ่
ธารน้ำใสไหลเย็น
          ระยะทางกิโลเมตรกว่าๆกับเส้นทางเดินเท้าลัดเลาะชายป่าเขาใหญ่ทักทายความหลากหลายของสรรพชีวิตที่ยังคงดำรงอยู่ไปสู่จุดพักธารน้ำใสไหลเย็น  เป็นความสุขที่เคี้ยวกลืนเวลาหายไปครึ่งวัน ถึงจุดพักทานข้าวเที่ยงพักเล่นน้ำนั่งแช่เท้าตามอัธยาศัย  ผีเสื้อหนอนคูนสีเหลืองสด บินมาตอมตามโขดหินและเกาะกลุ่มกันที่รองเท้าผู้มาเยือน ดลแยกตัวไปสำรวจทักทายปลาที่เคยพบ เช่น ปลาก้าง ปลาค้อ ปลาซิว และสิ่งมีชีวิตในน้ำอีกมากมายที่เคยทำความรู้จักกันที่นี่ (โปรดติดตาม ตอน ย้อนรอยโกรกอีดก)

จุดพักเที่ยง เล่นน้ำใสไหลเย็น และเด็กสี่คน 

ดลสำรวจปลาในลำห้วยโกรกอีดก
 ผีเสื้อหนอนคูน ชุกชุมมากในเดือนนี้กำลังรุมตอมรองเท้าจิโร่ 

อาหารกลางวันริมลำห้วย
คนและจิโร เล่นน้ำเย็นใสไหลเย็น

 จิโร เคน แดน แม่หน่อย แม่จิ๋ม และดล ณ.ลำห้วยโกรกอีดก


             สูดอากาศ ณ.ที่นี้ จึงมิใช่เพียงแค่มีอากาศและสภาพแวดล้อมที่ดีไว้หายใจ แต่มันเป็นลมหายใจที่มีความหมายสำคัญต่อพลังชีวิต ความสงบสุขที่สอดคล้องกันในระบบธรรมชาติ เป็นสิ่งที่เราต่างโหยหาโดยไม่รู้ตัว เปรียบเสมือนการได้หวลคืนกลับสู่ครรภ์มารดา โดยที่มีป่าและระบบธรรมชาติเป็นแม่ของโลกคอยโอบอุ้มฟูมฟักและหล่อเลี้ยงสรรพสิ่ง ผมจึงไม่สงสัยเลยว่าเดินเข้าป่าทีไร หัวใจพองโตขึ้นมาทุกครั้ง

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐