วันพุธที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ผีเสื้อที่รู้จัก


ผีเสื้อหางติ่งหนอนมะนาว กำลังผึ่งปีกหลังจากเพิ่งออกมาจากดักแด้
  ในช่วงวัยเด็กการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ในธรรมชาติจึงหมุนเปลี่ยนวนซ้ำเหมือนขดก้นหอยที่ขยายออกไปไม่สิ้นสุด จะเลิกราก็ต่อเมื่อเด็กๆเปลี่ยนความสนใจไปสู่สิ่งใหม่ หนอนผีเสื้อที่ดลและแดนเริ่มสนใจนำมาเลี้ยงก็เช่นกัน เมื่อต้นส้มจี๊ดหน้าบ้านมีนกกางเขนบินมาคอยเก็บกินหนอนอยู่บ่อยๆ  ประตูต้นเรื่องจึงเปิดออกไปสู่โลกภายนอกที่กว้างใหญ่  ประสบการณ์ผีเสื้อของดลและแดนเป็นภาพย่นย่อที่ได้เห็นความเป็นไปของโลกธรรมชาติจากวงจรชีวิตของผีเสื้อ  โดยเฉพาะช่วงเวลาสำคัญของการแปลงร่างจากหนอนเข้าสู่ดักแด้  หรือนาทีสำคัญตอนที่ผีเสื้อค่อยๆเยื้องกายออกจากดักแด้และเกาะผึ่งปีกรอเวลาก่อนจะโบยบิน  ดลเคยเฝ้ารอดักแด้ผีเสื้อหางติ่งหนอนมะนาวที่ใต้เก้าอี้ม้านั่ง จนได้เห็นนาทีสำคัญที่ประทับรอยเอาไว้ในตอนวัยเด็ก

นาทีสำคัญของดลเมื่อผีเสื้อหางติ่งหนอนมะนาวเยื้องกรายออกจากดักแด้
หนอนมะนาวพรางตัวเหมือนอึนกบนใบต้นส้มจี๊ด
กลายเป็นหนอนแก้วตัวโต กินและอึตลอดวัน
หนอนมะนาวโตเต็มที่กำลังจะเข้าดักแด้
ดักแด้หนอนมะนาวเกาะห้อยตัวก่อนแปลงกายเป็นผีเสื้อหางติ่งหนอนมะนาว
     โลกของผีเสื้อจึงเต็มไปด้วยสีสันและมิติแห่งการเปลี่ยนแปลง ในวงจรชีวิตที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างแบบสมบูรณ์ (Meta-
mophosis) ดลและแดนสามารถพบเจอได้แถวหลังบ้านระหว่างทางปั่นจักรยานซึ่งมีอยู่มากมายหลายชนิด แต่ก็ยังมีผีเสื้อในฝันชนิดหายากหรือที่เชื่อกันว่าสูญพันธ์ไปแล้วเช่น ผีเสื้อสมิงเชียงดาว  หรือผีเสื้อที่ตัวใหญ่ที่สุดเช่นผีเสื้อกะท้อน เป็นแรงบันดาลใจให้เราได้ดั้นด้นไปค้นหา ความน่าตื่นตาตื่นใจและความหลากหลายของผีเสื้อจึงกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้และเปิดโอกาศให้เด็กๆได้ลงพื้นที่สัมผัสโลกธรรมชาติได้มากขึ้น  ได้ฝึกทักษะการมองที่ต้องรู้จักสังเกตทั้งรายละเอียดและภาพรวม ไม่งั้นแล้วอาจไม่เจอหนอนผีเสื้อตัวเล็กๆหนอนผีเสื้อแต่ละชนิดกัดกินพืชอาหารแตกต่างกันตามแต่ละชนิดพันธ์ การได้รู้จักพืชพรรณไม้ชนิดต่างๆจึงเป็นของแถมสำคัญที่ได้รับไปด้วย....

ดลและแดน ปั่นจักรยานสำรวจผีเสื้อข้างทาง
หนอนผีเสื้ิอใบรักลายเสือ(ลำตัวดำ) และใบรักธรรมดา ที่ดลแดนช่วยกันเลี้ยง
หนอนผีเสื้ิอใบรักกำลังกัดกินใบรัก
น้องแดนกับผีเสื้อหนอนใบรักธรรมดา
หนอนผีเสื้อกะทกรกกินใบกะทกรก
ดักแด้และตัวเต็มวัยของผีเสื้อหนอนกะทกรก
ผีเสื้อหนอนกะทกรกเพิ่งออกจากดักแด้

หนอนกาฝากและหนอนกาฝากกำลังจะเข้าดักแด้
ผีเสื้อหนอนกาฝาก
ในตอนวัยเด็กของดลและแดน จึงมีโอกาสทำความรู้จักพืชข้างทางกับแม่หน่อยไปด้วยเกือบทุกๆเช้า เราแวะดูต้นรักที่ใบโดนกัดกินพบเจอหนอนใบรักตัวเล็กจิ๋วซึ่งจะแปลงกายเป็นผีเสื้อหนอนใบรักธรรมดา  ยิ่งปั่นไปไกลขึ้นเท่าไรข้างทางยิ่งรกชัณขึ้นเท่านั้น ได้พบกับไม้เลื้อยกะทกรกออกดอกสวยมีหนอนกะทกรกสีสดใสกัดกินใบอยู่เป็นกลุ่ม ผีเสื้อหนอนกาฝากสีน้ำตาลส้มบินวนเวียนคอยวางไข่ไว้ตามใบกาฝาก พอโตเป็นหนอนได้อาศัยกัดกินใบเป็นอาหาร เด็กสองคนจึงต้องคอยสังเกตุต้นกาฝากพืชเบียนที่คอยเติบโตแย่งดูดอาหารจากต้นไม้ใหญ่ ยังมีหนอนผีเสื้ออีกหลายๆชนิดที่ได้สำรวจจากห้องเรียนธรรมชาติและต่อยอดความสนใจเชื่อมโยงไปสู่เรื่องราวอื่นๆในเวลาต่อมา

ลานผีเสื้อที่บ้านกร่างลำธารสอง
ดลท่ามกลางฝูงผีเสื้อที่บ้านกร่างแคมป์ อช.แก่งกระจาน








เมื่อผีเสื้อขยับปีก
.จุดสำรวจลำธารสอง บ้านกร่างแคมป์ อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ดลและแดนยืนอยู่ท่ามกลางผีเสื้อนานาชนิดจำนวนนับพันบินว่อนเกาะกลุ่มกันตามแอ่งน้ำและโป่งดินในช่วงเวลาหน้าร้อนที่มีสายน้ำเล็กๆเท่าที่เหลืออยู่ บนผืนป่าธรรมชาติมีผีเสื้อขยับปีก โฉบบินอย่างเงียบเชียบไร้สำเนียง มีความสงบจากธรรมชาติโอบล้อมไว้...โลก จักรวาลและเอกภพ กำลังเคลื่อนไป....
     แต่อาจเป็นความกลัวสำหรับใครบางคน เมื่อผีเสื้อเคลื่ิอนไหวไร้เสียงโฉบไปมาเป็นผีเสื้อที่ไม่เคยทำความรู้จักมาก่อน น้องอั๋นคือหนึ่งในนั้นที่กลัวผีเสื้อจนต้องอยู่ห่างๆเพราะกลัวว่ามันจะบินมาเกาะ ในครั้งที่น้าเกรียงและกลุ่มครอบครัวบ้านเรียนจัดกิจกรรมเรียนรู้สัมผัสธรรมชาติให้กับครอบครัวและเด็กๆ ที่บ้านกร่างแคมป์ น้าเกรียงพาน้องอั๋นค่อยๆทำความรู้จักกับมด แมลง และพรรณพืชนานาชนิดตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติก่อนที่จะไปถึงจุดสุดท้าย ณ.ลำธารสอง การทำความรู้จักผีเสื้อจำนวนนับพันในวันนั้น กลายเป็นจุดเปลี่ยนให้น้องอั๋นหายจากอาการโฟเบียผีเสื้อมาตั้งแต่ครั้งนั้น คงเพราะได้สัมผัสทำความรู้จักผีเสื้อในบรรยากาศที่ห้อมล้อมด้วยการเรียนรู้ที่เป็นธรรมชาติจากเพื่อนๆและคุณครูที่อบอุ่น

อวัยวะพิเศษที่น้าเกรียงใช้นิ้วเขี่ยให้มันยื่นออกมา
          จากก้นของผีเสื้อจรกา


ผีเสื้อขยับก้น
ในทางกลับกัน ดลมีอาการกลัวผีเสื้อเราสังเกตุเห็นได้เมื่อตอนที่ไปสำรวจถ่ายทำเรื่องแมลงกัน ที่อุทยานแห่งชาติปางสีดา จ.สระแก้ว เป็นช่วงเวลาที่ดลเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น ดลมีอาการขยะแขยงกับผีเสื้อที่บินว่อนอยู่ตรงหน้า  จนเพื่อนๆและน้าเกรียงต้องร้องทัก    "พี่ดลกลัวผีเสื้ิอหรือ?" ทุกคนต่างประหลาดใจ ดลค่อยๆเรียบเรียงเล่าประสบการณ์สำคัญอย่างรวบรัดว่า วันหนึ่งดลจับผีเสื้อมาเขี่ยก้นดูเพื่อจำแนกเพศ เขี่ยไปเขี่ยมามันยื่นแผ่ขยายอวัยวะพิเศษเป็นพู่สีเหลืองสองข้างออกมาที่ก้น ทำให้ตกใจมากสบัดมือทิ้งไปโดยไม่รู้ว่ามันคืออะไรตั้งแต่นั้นมา....น้าเกรียงฟังจบถึงกับร้องอ๋อ...และอธิบายว่าผีเสื้อบางชนิดในวงศ์ขาหน้าพู่กลุ่มหนอนใบรัก จะมีอวัยวะพิเศษไว้ปล่อยสารฟิลาโมนเพื่อป้องกันไล่ศัตรูและดึงดูดเพศตรงกันข้าม น้าเกรียงอธิบายพลางจับผีเสื้อจรกาที่บินวนเวียนอยู่แถวนั้นมาเขี่ยให้ดู ทำให้ดลลดอาการกลัวผีเสื้อลงไปบ้างแต่ก็คงต้องทำความเข้าใจโลกธรรมชาติภายในตนเองให้มากขึ้น โดยเฉพาะในสภาวะที่ความกลัว จินตนาการ และสิ่งที่เราไม่รู้จักได้มาเจอกัน
ผลงานภาพวาดสีน้ำมันที่ดลวาดด้วยแรงบันดาลใจ
    จากผีเสื้อชนิดพันธ์ต่างๆ


ตัวหกขามีเขา

ด้วงกว่างสามเขา ภาพถ่ายที่ดลบันทึกได้ตอนจะบิน
    แมลงหกขามีปีกบินได้ใช่ว่าจะคล้ายกันหมด แมลงแต่ละชนิดมีความพิเศษเฉพาะตัวหลากหลายมาก นับจากประสบการณ์กับ หนอน ผีเสื้อ แมลงปอ มด ตั๊กแตน มวน และอีกหนึ่งในนั้นคือด้วง(Beetle) กลุ่มจำพวกแมลงที่เด็กๆหลายๆคนมักหลงไหลเพราะลักษณะพิเศษของมัน อวัยวะที่ยื่นออกจากส่วนหัวคล้ายเขาของตัวผู้ ซึ่งจะมีรูปทรงแตกต่างกันไปตามแต่ละชนิดเช่น ด้วงคีมฟันเลื่อยจะมีเขายื่นเหมือนปากคีมและมีลักษณะฟันเลื่อยอยู่ด้านใน หรือด้วงคีมยีร้าฟจะมีเขายื่นและยาวมากเป็นต้น
ด้วงกว่างสามเขาตัวโต
  ดลกับแดนรู้ว่าด้วง(beetle)มีปีกแข็งคู่ชั้นนอกและปีกใสคู่ชั้นในไว้กระพือบินเพราะได้เห็นมากับตาจากการรอจังหวะถ่ายภาพตอนที่ด้วงกว่างสามเขาตั้งท่าจะบินพร้อมกางปีกแข็งและกระพือปีกใส ชูสามเขาขึ้นตั้งตามส่วนหัว  ผิวเปลือกดำมันแว็บเหมือนเสื้อเกราะนักรบที่มีโครงสร้างร่างกายประกอบไปด้วยข้อต่อที่เป็นปล้องๆ ด้วงกว่างสามเขาจึงเป็นแมลงตัวสำคัญอีกตัวหนึ่งที่ดลขออนุญาตินำกลับมาเลี้ยงเพื่อศึกษาวงจรชีวิต
ระยะเป็นตัวหนอนขนาดกลางของหนอนด้วงคีม
ระยะเข้าดักแด้ของหนอนด้วงคีม
ด้วงคีมตัวเมียเพิ่งออกจากดักแด้
เวลาของหนอนด้วง
  เมื่อการผสมพันธ์ของด้วงกว่างสามเขามาถึงเวลาวางไข่ในดินสำหรับเพาะเลี้ยงซึ่งต้องคอยควบคุมความชื้นและอุณหภูมิให้พอเหมาะจนกลายเป็นตัวหนอนขนาดเล็กจนถึงระยะโตเต็มที่ หนอนด้วงจะฝังตัวอยู่ในดินที่มีส่วนผสมของขี้เลื่อยและอึควายแห้งซึ่งต้องระมัดระวังเชื้อราเป็นพิเศษ ดลต้องคอยเปลี่ยนดินเพาะเลี้ยงและวัดขนาดตัวหนอนอยู่เป็นระยะๆ ซึ่งนับว่าต้องมีความมุ่งมั่นและอดทนสูงมาก ในกระปุกดินมีหนอนด้วงฝังตัวเติบโตจนสร้างเบ้าดินหุ้มตัวเองเข้าดักแด้จนออกมาเป็นด้วงกว่างสามเขาตัวเต็มวัยนั้น ต้องใช้เวลาถึงสิบสองเดือน ซึ่งตัวดลเองก็ต้องเติบโตขึ้นอีกหนึ่งขวบเช่นกัน มีด้วงบางชนิดที่ใช้เวลาสำหรับวงจรชีวิตนานถึงสี่ปี เช่นด้วงกว่างซางเหนือ...

ด้วงคีมเนื้อทราย

แมลงสัตว์เลี้ยง
  จึงไม่น่าแปลกใจนักที่การเลี้ยงด้วงได้รับความนิยมมากขึ้นในหมู่นักเลี้ยงทั้งรุ่นเด็กและรุ่นผู้ใหญ่เพราะต่างหมายปองด้วงสวยแปลกหลากหลายชนิด ด้วงกว่างเฮอร์คิวลิสมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกจากดินแดนแถบอเมริกาใต้และอีกหลายชนิดที่กลายเป็นของมีค่าสำหรับนักสะสม ในสังคมออนไลน์เครือข่ายอินเตอร์เน็ต จึงมีการค้าขายอุปกรณ์ที่อำนวยความสะดวกในการเลี้ยงด้วง อาทิเช่น ดินสูตรพิเศษสำหรับหนอนด้วงชนิดต่างๆ เจลลี่อาหารเสริมสำหรับด้วง รวมถึงฟาร์มเพาะพันธ์ด้วงชนิดพันธุ์ต่างๆที่หายากจากทั่วโลกรวมถึงข้อมูลเฉพาะด้านสำหรับด้วงแต่ละสายพันธ์
     ดลกับแดน ถึงกับต้องออกปากอยากซื้อด้วงมาเลี้ยงดูบ้าง เราจึงต้องทำความเข้าใจและมีข้อตกลงร่วมกันก่อนที่จะศึกษาด้วงกันด้วยวิธีนี้ ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องใหม่สำหรับเรามาก.เวลานั้น
ด้วงดอกไม้จุดดาวใหญ่ชอบมากินชมพู่หน้าบ้าน
ด้วงดอกไม้มันบ้าน
สองพี่น้องกำลังขนท่อนไม้ผุที่ทุ่งหลังบ้าน
ดลกำลังตรวจดูท่อนต้นหมากทุกซอกมุม
ใช้แปรงพู่กันค่อยๆปัดดูรูร่องรอยหนอนด้วง
 ดลและแดนช่วยกันตัดเลื่อยไม้ท่อนใหญ่
สำรวจด้วงตามขอนไม้ผุ
     อย่างไรก็ตาม ทุ่งหลังบ้านก็ยังเป็นแหล่งสำรวจธรรมชาติที่มีคุณค่ายิ่งกว่าสำหรับเด็กๆ  ดลและแดนเดินตามหาขอนไม้ผุที่ทุ่งรกร้างแห่งนี้ ด้วงหลายชนิดทำหน้าที่ช่วยย่อยสลายซากไม้ผุชิ้นโต อาศัยขอนไม้ผุเป็นแหล่งอาหารและเจาะชอนไชย่อยเนื้อไม้ ดลมองหาท่อนไม้ผุและสังเกตุร่องรอยอึหนอนด้วง(เม็ดเล็กกลมดำๆ) ค่อยๆงัดแงะเปิดเปลือกไม้ดู ใช้แปรงพู่กันปัดฝุ่นผงค้นหารูร่องรอยของหนอนด้วงที่ฝังตัวอยู่ ทั้งสองพบทั้งหนอนด้วงและตัวเต็มวัยของด้วงดอกไม้จุดดาวใหญ่จึงช่วยกันเก็บบางส่วนมาเลี้ยงอย่างระมัด
ระวัง พ่อจำได้ว่ามีช่วงเวลาหนึ่งที่ชมพู่หน้าบ้านออกลูกเต็มต้น
ดลจะปีนขึ้นต้นหายไปทุกเช้าแต่ไม่ได้ไปเก็บชมพู่หรอก ดลเก็บเอาด้วงดอกไม้ลงมาจัดการเพาะพันธ์ุจนออกมาเป็นตัวเต็มวัย แล้วปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติ ดลบอกว่าอยากให้แถวบ้านเรามีด้วงเยอะๆ


   ระหว่างต้นชมพู่ที่ปลูกไว้หน้าบ้านกับซากไม้ผุที่ทุ่งรกร้าง แม้ถนนหนทางผ่าแบ่งให้พื้นที่ถูกตัดขาดออกจากกันด้วยเหตุผลใดก็ตาม ระบบธรรมชาติจะหาทางเชื่อมต่อปรับสภาพให้เกิดการเกื้อหนุนและฟื้นฟูความสมบูรณ์ที่หลากหลายให้กลับคืนมาในรูปแบบที่เราไม่คาดคิด การทำความรู้จักธรรมชาติจึงสำคัญแม้ว่าบางครั้งจะถูกรบกวนด้วยความซุกซน อยากรู้ยากเห็น แต่ก็ยังดีกว่าการไม่ใส่ใจใยดี และไม่เคารพต่อระบบธรรมชาติเลย

 ด้วงหลายชนิดในภาพเพ้นท์ของแดน
 ซากด้วงที่ดลเคยเลี้ยงทำการเตรียมอบแห้งเพื่อเก็บรักษาไว้
ภาพวาด ศึกษาด้วง และบันทึกความรู้เกี่ยวกับด้วงโดย ดล

วันอังคารที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ทุ่งรกร้างพื้นที่สีเขียว

 
ทุ่งรกร้างในช่วงหน้าหนาวยังคงความเขียวพอดี เห็นสุเหร่าบ้านม้าชุมชนดั้งเดิมและมีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิ้งค์วิ่งลอยฟ้าอยู่บนทางรถไฟสายตะวันออก

    บ้านของเราอยู่ในหมู่บ้านจัดสรรเก่าแก่ พอที่จะมีพื้นที่สีเขียวให้ลูกเล็กๆ ได้เริ่มเรียนรู้สัมผัสธรรมชาติได้จากที่นี่ ย้อนเวลาไปเมื่อประมาณสามสิบกว่าปีมาแล้ว สองข้างทางบนถนนพัฒนาการยังเป็นทุ่งนาและเรือกสวน มีคูคลองเล็กๆพาดผ่านเชื่อมต่อกับคลองประเวศบุรีรมณ์ ซึ่งเป็นคลองหลักที่หล่อเลี้ยงพื้นที่สีเขียวเพื่อทำการเกษตรตามวิถีชุมชนมุสลิมดั้งเดิม แต่ปัจจุบันถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่จัดสรรสำหรับคนเมืองไปหมดแล้ว สำหรับดลและแดนยังโชคดีที่ยังได้สัมผัสธรรมชาติจากทุ่งรกร้างนี้่เพราะเป็นโครงการบ้านจัดสรรที่ล้มละลายจากพิษฟองสบู่เมื่อประมาณยี่สิบกว่าปีมาแล้ว ทุ่งรกร้างแห่งนี้จึงถูกเชื่อมต่อไว้ด้วยถนนคอนกรีตจากหมู่บ้าน เราสามารถปั่นจักรยานลัดเลาะทะลุไปถึงทางรถไฟสายตะวันออก ซึ่งปัจจุบันมีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์วิ่งลอยฟ้าอยู่ข้างบนด้วย

ดลและแดนกับต้นฉำฉาคาคบผุ จุดนัดพบกลางทุ่งรกร้าง

หมุนเวียนเปลี่ยนฤดู
     พื้นที่รกร้างจึงปกคลุมไปด้วยพืชคลุมดินไม้เลื้อยหลายชนิด ที่เด็กๆได้รู้จักมักคุ้น เช่น มัยราพ กะทกรก สบู่เลือด ครอบจักรวาล มะก่องข้าวและต้นธูปฤาษี เพราะทุกเช้าเราจะเริ่มต้นเรียนรู้กับลูกกันที่นี่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่รู้เบื่อ เมื่อฤดูหมุนเวียนเปลี่ยนกลับมาที่เดิม เด็กๆจึงสังเกตุเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนขึ้น ต้นฉำฉาผลัดใบเขียวชะอุ่มในหน้าฝนค่อยๆโรยราร่วงหล่นในหน้าแล้งเหลือให้เห็นแต่คาคบต้นไม้แห้ง ไม้เลื้อยนานาชนิดจึงแห้งแล้งตามไปด้วย จากพื้นที่ชุ่มน้ำในหน้าฝนจึงเต็มไปด้วยทุ่งต้นธูปแห้ง ความหลากหลายของแมลงหลายชนิดที่เด็กๆเคยสำรวจลดน้อยลง จะเหลือไว้ให้เห็นก็ตรงที่คบไม้ผุหรือตอไม้แห้งซึ่งชุกชุมไปด้วยรังแตน ดลเองเคยได้รับประสบการณ์จากการต่อยของแมลงไม่มีเหล็กไนชนิดนี้มาแล้ว ระบบนิเวศน์อันน้อยนิดของที่นี่ราวกับว่าจะหยุดนิ่งอยู่ตรงที่ช่วงเวลาที่แล้งสุด ทุ่งหญ้าแห้งโล่งเตียนเปลี่ยนโทนเป็นสีน้ำตาลจากเศษซากพืชทับถมเป็นปุ๋ยดิน  รอเวลาฝนตกลงมาอีกครั้งชุบชีวิตให้สีเขียวได้ผลิบานพร้อมจะเติบโตขยายพันธ์แบบโยงใยกันเป็นลูกโซ่ตั้งแต่พืชอาหาร หนอน แมลง และนก รวมถึง จุลชีวิตอื่นๆ

 "จุดนัดพบ"ภาพเพ้นท์ที่พ่อวาดจากภาพเสก็ตดลแดนและพ่อโดยดล ซึ่งมีทุ่งรกร้างและคาคบผุกับนกที่อยากเจอเป็นฉากของเหตุการณ์

 นกกระจาบธรรมดาสานรังอย่างประณีต
 นกจาบคาหัวเขียวบินมาพร้อมลมบนหน้าหนาวมักจะเห็นโฉบบินกินแมลงปอ
  นกอีวาบตั๊กแตนส่งเสียง ปี๊-ปี๊-ปี๊ปี๊-ปี๊ๆๆๆๆ ไปไกลลั่นทุ่ง
 นกกะติ้ดขี้หมูกำลังเก็บกินเมล็ดดอกหญ้า
นกกระจิบหญ้าสีเรียบ

"จุดนัดพบ" ภาพเพ้นท์ติ้งของดล ต้นไม้จุดนัดพบของนกนานาชนิด
จุดนัดพบ
     กลางทุ่งโล่งมีต้นฉำฉาเป็นคาคบให้นกหลายชนิดมาเกาะโชว์ตัวให้เห็นจากระยะไกล เป็นจุดนัดพบที่เราต่างคาดหวังว่าเช้านี้เราจะได้ทักทายกับนกชนิดใดบ้าง ไม่นับนกบ้านที่ทักทายกันเป็นประจำเช่น นกเขา นกเอี้ยง นกปรอด นกอีแพรดและนกกระจอก ช่วงหน้าฝนจนถึงปลายฤดูจึงรู้กันว่านกกะยางจะคอยย่องจับปลา ฝูงนกปากห่างบินลงขบเปลือกกินหอยเชอรี่ตามแอ่งน้ำก่อนที่จะแห้งผากลาหน้าฝนไป พอถึงต้นฤดูหนาวเสียงร้อง "แช้ก-แช้ก-แช้ก" จากนกอีเสือสีน้ำตาลเป็นสัญญาณบอกเวลาของลมหนาวพัดผ่านมาพร้อมนกจาบคาหัวเขียวที่บินว่อนร่อนวนส่งเสียงร้อง"ริริบ ริริบ".... บนท้องฟ้ากลางทุ่ง ดลและแดนจะสังเกตุเห็นนกอพยพผ่านมาที่นี่ตามเวลาของทุกปี นอกจากนี้ยังมีนกกระจาบธรรมดาคอยสานรังด้วยเส้นใบต้นธูป และกระจิบหญ้าสีเรียบสานรังเป็นถุงห้อยอยู่ท่ามกลางดงต้นธูปก่อนหน้าฝนตกชุก นกหลายชนิดบินผ่านมาเกาะพักสังเกตุการณ์ธรรมชาติที่ต้นนี้

  ดลในบังไพรหน้าต้นไม้จุดนัดพบก่อนที่จะเจอฝูงวัว

ฝูงวัวที่เดินผ่านมาพบกับบังไพรสีเขียวดูแปลกตาจึงทักทายเสียหน่อย 

เมื่อวัวล้อมตอนดูนก
          ดลเคยชวนพ่อไปทำบังไพรเพื่อเฝ้าดูนกอย่างไกล้ชิด เราออกไปเฝ้ากันแต่เช้ามืดก่อนนกมา เช้าวันนั้นดลยังไม่ทันเจอนกแต่กลับต้องตื่นเต้นตกใจเมื่อรอบๆบังไพรถูกล้อมรอบไปด้วยฝูงวัวของบังหวัง วัวบางตัวยื่นจมูกเข้ามาดมๆอยู่นานแล้วจึงค่อยๆแยกย้ายจากออกไปกินหญ้าตามท้องทุ่ง นี่อาจเป็นปมประทับอีกรอยหนึ่งที่ทำให้ดลรู้สึกเข็ดขยาดไม่อยากเข้าใกล้ฝูงวัวตัวโตตั้งแต่นั้นมา จนน้าเกรียงชักเอะใจเมื่อถึงคราวชวนดลไปเฝ้าดูฝูงกระทิงที่เขาแผงม้า ทำให้เราได้เรียนรู้ว่ามีจุดพลิกผันที่เกิดขึ้นได้จากห้องเรียนธรรมชาติด้วยเช่นกัน

หน้าฝนท้องทุ่งจะกลายเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ

ลานเสาเข็มร่องรอยโครงการจัดสรรพื้นที่ขนาดใหญ่สำหรับคนเมือง

     รังแตนมีอยู่ทั่วไปตามคบไม้ผุที่เด็กๆต้องระมัดระวัง 

"บังหวังนักเลี้ยงวัวมืออาชีพ

  ทุ่งหญ้าก่อนหน้าแล้ง ดลแดนชวนเพื่อนมาสำรวจมด

นกกะเต็นอกขาวติดตะข่ายดักนกเขาของคนใจร้ายดลแดนช่วยกันตัดตะข่ายแต่ช่วยไม่ทัน

 นกปากห่างมองหาหอยเชอรี่ตามแอ่งน้ำ

    ฝูงนกกะยางสีขาวปลอด

ชมภาพเพิ่มเติมจากท้องทุ่งพัฒนาการ


ร่องรอยนั้น....สำคัญไฉน

          ในวัยเด็กเริ่มแรกของดลและแดน ครอบครัวเราเลือกที่จะกลับมาสนใจวิถีธรรมชาติ แม้ว่าจะปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตไม่ได้ทั้งหมดจนถึงทุกวันนี้ก็ตาม แต่เป้าหมายสำคัญอยู่ที่การเรียนรู้ธรรมชาติของวัยเด็ก เราเลือกวิถีเรียนรู้แบบบ้านเรียน(การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัว)ให้กับเด็กๆ ก่อนที่ดลและแดนจะเริ่มต้นเขียนอ่านตัวหนังสือ การขีดเขียนเป็นเหมือนเกมสร้างร่องรอยที่สนุกสนานอย่างหนึ่งในชีวิตวัยเด็ก กระดาษ ผืนผ้าใบ ดินสอ สี แปรงและพู่กันจึงต้องเตรียมพร้อมเสมอ

ร่องรอยของแดนตอนวัยสองขวบก่อรูปร่างผีเสื้อหนอนและดักแด้

ถ่ายทอดร่องรอย
          การขีดเขียนสร้างร่องรอยนั้น ผมทึกทักเอาว่าเป็นวิวัฒนาการขั้นสูงของสิ่งมีชีวิต เป็นกระบวนการมหัศจรรย์สุดๆของสมองกับกล้ามเนื้อและความรู้สึกนึกคิด ทั้งนี้ยังไม่นับรวมถึงระบบภาษา เด็กๆ เริ่มบังคับมือด้วยกล้ามเนื้อใหญ่และเล็กตามลำดับ  เพื่อจับหยิบสิ่งของต่างๆ ใส่ปากอมดูด ตีเคาะ ขูดขีดและปาดป้าย เป็นพัฒนาการที่ตอบสนองต่อโลกภายนอกประสานกับประสาทสัมผัสทั้งห้า  การขีดเขียนจึงตอบสนองต่อการเห็นเป็นภาพ ข้อมูลประสบการณ์ ความคิด และจินตนาการ สิ่งที่ดลและแดนขีดเขียนถ่ายทอด เส้นสาย รูปทรงและสีสัน เป็นตัวแทนความคิดที่เรียนรู้ได้จากห้องเรียนธรรมชาติด้วยประสบการณ์สัมผัส เรื่องราวของสิ่งมีีชีวิตเล็กๆจนถึงใหญ่โตที่สุดกำลังถูกค้นพบ การบรรจบพบกันของเส้นรอบรูป จึงค่อยๆถูกตีความและควบคุมให้คล้ายรูปทรงที่เขารู้จัก การถ่ายทอดพรั่งพรูออกมา ร่องรอยจึงสำคัญต่อมิติการรับรู้ทั้ง จินตนาการ และความเป็นจริง การตอบสนองต่อประสบการณ์ใหม่ๆ จากโลกธรรมชาติ จึงสำคัญและจำเป็นโดยไม่ขัดเขินสำหรับวัยเด็ก ร่องรอยจึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เด็กเล็กๆสำแดงออกมา

ต้นไทรซูเปอร์มาเก็ตของป่าดลวาดฉากละคร สำหรับโรงเรียนอนุบาลที่เคยเรียน

ผู้เอื้ออำนวย
          สำหรับร่องรอยของดลและแดนในวัยเด็ก ไม่เพียงแค่เป็นประสบการณ์สำคัญของพวกเขา สำหรับผมเห็นเป็นความงดงามบริสุทธฺิ์ ที่เพิ่งได้สัมผัสเป็นครั้งแรกแม้ว่าจะได้ร่ำเรียนศิลปะมาแล้วก็ตาม ผมเก็บร่องรอยขีดเขียนทุกๆ ย่างก้าวความคิดของดลและแดน กระดาษทุกชิ้น กระดานและผ้าใบ ไปจนถึงผนังบ้าน เพราะคุณค่ากระบวนถ่ายทอดความคิดที่สดบริสุทธิ์ของเด็กนี่เอง ทำให้เราเชื่อว่าเด็กๆ ทุกคนมีทักษะเหล่านี้ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ผมจึงเริ่มวางแผนให้ดลลงมือสร้างร่องรอยอย่างจริงจังมากขึ้น เราทดลองขยายพื้นที่สร้างร่องรอย จากกระดาษแผ่นใหญ่ไปสู่ผืนผ้าใบขนาดเมตรกว่าๆไปจนถึงห้าเมตร สังเกตุเห็นได้ว่าคือความสุขสนุกสนานที่พรั่งพรูออกมาจากแรงบันดาลใจในโลกธรรมชาติที่เราได้ไปเก็บเกี่ยวเที่ยวกันมา ป.ปลา แมลง ผีเสื้อ เสือ ช้าง สัตว์ป่า นกนานาชนิด และเรื่องราวจากต้นไม้ใหญ่ จึงส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ไปทุกที่ จนพ่อแม่บางคนเริ่มเข้าใจผิดคิดว่าเป็นการผลักดันความสามารถพิเศษของดล ทำให้เราต้องมาอธิบายขยายความบอกสิ่งที่เราเชื่อว่า คือทักษะดั้งเดิมในธรรมชาตที่เด็กทุกคนมีอยู่

ดลลงมือละเลงบนผ้าใบชิ้นใหญ่

ดลปีนบันไดวาดบนผนังห้อง

กิจกรรมสร้างร่องรอย ลงมือร่วมกันหลายครอบครัว

ผลงานประสานต่างจินตนาการเป็นร่องรอยร่วมกันบนผืนผ้าใ

ผลงานบนผนังที่ดลถ่ายทอดตวัดเส้นสายผ่านฝีแปรงพู่กัน

ผลงานประสานต่างจินตนาการเป็นร่องรอยร่วมกันบนผืนผ้าใ

เดินตามเด็ก
          เรื่องราวร่องรอยในวัยเด็กจะเกิดขึ้นได้และพัฒนาให้เป็นทักษะฝังลึกไว้ จะมากน้อยแค่ไหนจึงขึ้นอยู่กับทัศนคติของพ่อแม่ที่จะเข้าใจคุณค่าความสำคัญของการสร้างร่องรอยเหล่านี้บ้างหรือไม่ เราได้พบกับพ่อแม่ส่วนมากที่มักมองข้ามศักยภาพของลูก และพูดกับผมเสมอว่าเป็นพ่อแม่ที่วาดรูปไม่เป็น...ลูกๆชอบวาดรูปอะไรก็ไม่รู้ ดังนั้นจึงได้โอกาศชักชวนครอบครัวบ้านเรียนและครอบครัวโรงเรียน ชวนกันมาร่วมกิจกรรมสร้างสรรค์ร่องรอยกันเป็นประจำในวันหยุด เริ่มจากที่บ้านเป็นหลักและเคลื่อนย้ายออกไปนอกสถานที่ธรรมชาติบ้าง เราต่างเดินตามเด็กๆกันไปทำความเข้าใจใหม่กับคุณค่าร่องรอยและมองเห็นความคิดจินตนาการของเด็กๆ ทั้งพ่อแม่และลูก ต่างสร้างร่องรอยรวมกัน ข้อสำคัญต้องไม่ขัดเขินและให้พรั่งพรูออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ มิได้มุ่งเน้นทักษะความเป็นเลิศทางด้านศิลปะเป็นหลัก แต่มุ่งให้ความสำคัญในกระบวนการถ่ายทอดความคิดประสบการณ์ 
เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้โดยครอบครัวรวมทั้งให้คุณค่าความงดงามในธรรมชาติร่วมกัน
ผลงานสีสันของดลและแดน หนอน เต่าทอง ผีเสื้อและด้วง


แดนกับการถ่ายทอดเรื่องราวจากเขาใหญ่บนกระดาษ