วันศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

การรอคอยนักปลูกป่า

ของแถมชิ้นสำคัญสำหรับเด็กๆที่จะได้รับจากห้องเรียนธรรมชาติ คือการรอคอย การได้หยุด คิด ฟังและสังเกตุสรรพสิ่งรอบตัว เป็นศิลปะของทักษะชีวิต การเฝ้าศึกษาพฤติกรรมนกเงือกจึงถือเป็นอีกหนึ่งบทเรียนที่จะฝึกความอดทนในการรอคอย โดยมีเป้าหมายแรงบันดาลใจจากนกเงือกตัวโต ต้นแบบนักปลูกป่าที่ทำหน้าที่กระจายเมล็ดพันธุ์ต้นไม้ใหญ่หลายชนิดที่เป็นเสาหลักสำคัญต่อระบบนิเวศน์ของป่าที่สมบูรณ์ เด็กๆสามารถติดตามสังเกตการณ์ศึกษา พฤติกรรม วงจรชีวิต การจับคู่ การเลี้ยงลูกและการรวมฝูง จากองค์ความรู้ที่มูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือกได้รวบรวมเอาไว้ ซึ่งเราจะได้เห็นภาพรวมที่โยงใยความสำคัญของนกเงือกที่มีต่อระบบนิเวศน์ในธรรมชาติได้ด้วยประสบการณ์ตรง
ในบังไพร
ย้อนเวลากลับไปในวัยเด็กเล็กของดลและแดน ในตอนที่มีประสบการณ์การรอคอยอยู่น้อยนิด จึงเป็นข้อกังวลสำหรับพ่อแม่หลังจากได้รับการชักชวนจาก คุณยายพิไลเพื่อไปดูนกเงือกกับทีมวิจัยนกเงือกที่ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ โดยเฉพาะในพื้นที่จำกัดที่เราเรียกว่า "บังไพร" ซุ้มคล้ายเต็นท์ที่พรางตัวภายนอกให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมกลางป่าเขาใหญ่ หากต้องการจะเห็นพ่อนกเงือกป้อนอาหารที่โพรงรังบนต้นไม้ใหญ่ คงต้องใช้เวลาอยู่กับความเงียบนานนับชั่วโมงเพื่อรอคอยเฝ้าดู เพราะนกเงือกเป็นนกที่ระวังตัวและฉลาดมาก ประสบการณ์ในบังไพรครั้งแรกกับลูกๆสองคน แม่หน่อยจึงเตรียมพร้อมอุปกรณ์เผื่อการรอคอยทั้ง ขนม ขบเขี้ยว หนังสือเด็กและสมุดวาดรูป ซึ่งปรากฏว่านับตั้งแต่นาทีที่เรามุดเข้าไปอยู่ในบังไพรกับคุณยายพิไลและทีมวิจัยนกเงือก(อากาหลิบและอาอ็อด) เด็กสองคนต่างต้องส่งเสียงสื่อสารกันแบบเบาที่สุด เผื่อการรับฟังเสียงภายนอกด้วย เด็กๆจะตั้งใจฟังเรื่องราวนกเงือกและรอคอยด้วยใจจดจ่อไปด้วย บางช่วงเวลาที่เราต่างหยุดเงียบสนิท ตั้งใจเงี่ยหูฟังหวังว่าจะเป็นนกเงือกบินมาเกาะหน้าโพรงรัง ทำให้ดลและแดนกลับพบว่ารอบบังไพรเต็มไปด้วยนกนานาชนิด ซึ่งคุณยายพิไลจะช่วยจำแนกชื่อจากเสียงร้องได้อย่างน่ามหัศจรรย์ การรอคอยในบังไพรจึงกลายเป็นช่วงเวลาแห่งการฝึกหัดฟัง ตั้งแต่คนรอบข้าง สิ่งรอบตัว รวมถึงภายในตัวเอง เป็นประสบการณ์ของช่วงเวลาที่ดูเหมือนจะเนิ่นนานแต่ก็น่าตื่นเต้นสำหรับเด็กๆ โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ช่วยที่เตรียมมามากนัก

คุณแม่แห่งนกเงือก
.คร. พิไล พูลสวัสดิ์ ผู้ศึกษาวิจัยและก่อตั้ง มูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือกซึ่งผูกพันกับงานอนุรักษ์นกเงือกมานานกว่ายี่สิบปี เปรียบเหมือนแม่ที่คอยดูแลปกป้องนกเงือก ซึ่งในประเทศไทยมีอยู่ถึง ๑๓ ชนิด และสำหรับดลและแดนนั้นการได้ไปเรียนรู้ธรรมชาติกับคุณยายพิไลก็ยิ่งนับว่าเป็นโอกาศดีมากๆในชีวิต การถ่ายทอดประสบการณ์ของคุณยายพิไล จึงถือเป็นรอยประทับที่สำคัญให้กับเด็กๆ "หลายๆครั้งที่ยายต้องรอคอยอยู่ในบังไพรทั้งวัน โดยไม่เห็นนกเงือกซักตัวเลยก็มี" คุณยายเตือนใจเด็กๆก่อนที่จะพาลัดเลาะออกนอกเส้นทางศึกษาธรรมชาติเพื่อไปสู่จุดบังไพรที่ไม่ห่างจากโพรงรังต้นยางมากนัก ระหว่างทางที่เราก้าวเดินไปคุณยายพิไล จะพาดลแดนให้รู้จักสังเกตุธรรมชาติซึ่งล้วนมีที่มาและความหมายให้เราได้ค้นหาเรียนรู้อย่างไม่รู้จบตั้งแต่ ลูกยาง เห็ด ไลเคน ดอกไม้ ไปจนถึงร่องรอยหมีบนต้นไม้ เรื่องเล่าจากคุณยายพิไลกับประสบการณ์ที่พบเห็นในวันนั้นนับว่ามีคุณค่ายิ่ง ถึงแม้ว่าการไปเฝ้าดูนกเงือกในครั้งนี้จะสัมผัสได้เพียงแค่เสียงกระพือปีกบินวนเวียนอยู่พักเดียว "นกเงือกกรามช้างฉลาดมาก มันคงจะเห็นเราตอนเดินเข้าบังไพรพอดี มันจะรอจนแน่ใจว่าเราได้ออกไปจากบังไพรแล้ว ถึงจะบินเข้าป้อนอาหารหน้าโพรงรัง" อาอ๊อดหนึ่งในทีมวิจัยบอกเล่าให้เด็กๆฟัง ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังมากในการที่จะไปรบกวนใกล้บริเวณโพรงรังมากเกินไป
ความสุขระหว่างทาง

เมื่อคุณยายพิไลพาไปดูรอยอุ้งเล็บของหมีที่ต้นไม้ ชี้ให้ดูระดับความสูงของรอยตะปบที่วัดจากพื้นดิน แดนตะลึงงันอยู่สักพักใหญ่ คาดคะเนว่าตัวมันจะขนาดไหนและมันน่าจะเป็นหมีชนิดใด เรื่องราวของหมีจึงถูกเล่าขานไปด้วยตลอดทาง ขณะที่ดลมักชอบสังเกตุร่องรอยถูกกัดกินของใบไม้ที่แตกต่างกันระหว่างหนอนและแมลง เดินสำรวจกันไปว่าจะเป็นสิ่งไหนอาศัยอยู่ เมื่อการเริ่มต้นค้นพบระหว่างทางมีการรอคอยให้เราได้ทักทายกับความสุขไปด้วย การเฝ้าดูนกเงือกกับคุณยายพิไลในครั้งนั้นจึงเป็นแรงบันดาลใจให้กับเด็กๆให้อยากทำความรู้จักกับสรรพสิ่งและธรรมชาติรอบตัวได้มากขึ้น โดยเฉพาะนกเงือกอีกตั้งสิบสามชนิดในเมืองไทย อาทิเช่น นกชนหินเป็นนกเงือกหน้าตาประหลาด มีโหนกตันที่แตกต่างไปจากนกเงือกชนิดอื่นๆ เวลาทะเลาะกันจะบินเอาโหนกชนกันมีเสียงดังซึ่งดลและแดนยังไม่เคยเห็นจนถึงทุกวันนี้ก็ตาม แต่สำหรับนกกกนกเงือกที่มีตัวโตที่สุดถ้าเปรียบกับนกแก๊กนกเงือกที่เล็กที่สุด ก็จะเป็นอีกประสบการณ์หนึ่งในการเฝ้าดูศึกษานกเงือกในเวลาต่อมา

        รอยประทับยามเช้าตอนฟ้าสาง ที่อุทยานแห่งชาติปางสีดา ระหว่างที่ดลและน้าเกรียงรอบันทึกภาพหน้าโพรงรังนกกก ตอนที่นกกกบินมาเกาะบนคาคบพร้อมนกแก็กที่เกาะอยู่อีกกิ่ง ทั้งคู่รอจังหวะกันอยู่นานมากจนกระทั่งนกแก็กบินจากไป นกกกถึงจะบินเข้าป้อนหน้าโพรงรัง ถือเป็นความงดงามของการรอคอยที่ต่างต้องอาศัยจังหวะจะโคนที่สอดคล้องกันตามธรรมชาติ


วันพุธที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2557

กับดักแสงไฟ


กิ
จกรรมสำคัญที่เด็กๆในกลุ่มครอบครัวควบกล้ำฯ มักจะไม่พลาดหากได้โอกาศออกสำรวจธรรมชาติแบบค้างคืนแล้วด้วย ไลท์ แทร็ป (Light Trap) จะเป็นกิจกรรมสำรวจแมลงที่เด็กตระเตรียมกันเองในตอนกลางคืน โดยใช้แสงไฟจากหลอดไฟแบล็คไลต์ที่ให้แสงสว่างในช่วงคลื่นความถี่ตั้งแต่ 315-400 นาโนเมตร(ช่วงคลื่น UVA) ซึ่งจะดึงดูดแมลงให้มาตอมไฟกในยามค่ำคืน โดยเฉพาะแมลงที่ออกหากินตอนกลางคืนนั้นมักมีรูปร่างหน้าตาพิลึกกึกกือมากกว่าแมลงหากินกลางวันเสียอีก เช่น ผีเสื้อกลางคืน Moth มีสีสันพรางตัวและรูปทรงประหลาดด้วยขนปุกปุยแตกต่างจาก Butterfly ผีเสื้อกลางวันที่มีสีสันสดใส เด็กๆจึงมีกิจกรรมสำรวจด้วยการเฝ้ารอคอยที่ท้าทายอีกรูปแบบหนึ่ง เผื่อว่าจะได้พบเจอแมลงตัวเด็ดๆ ในยามค่ำคืนซึ่งเป็นโอกาศที่ไม่ง่ายนัก หากแต่จะต้องมีเท็คนิคพิเศษอีกนิดหน่อยเท่านั้น

แมลงกลางคืน
จากคำบอกเล่าของดล ผู้ชื่นชอบการทำไลท์แทร็ป การล่อแมลงด้วยแสงไฟ ด้วยประสบการณ์มาแล้วหลายๆแห่ง "ผมเคยไปทำกันในพื้นที่ต่างๆ เช่นที่ กาญจนบุรี ปากช่อง เขาใหญ่ ปางสีดา แก่งกระจาน และเกาะช้าง เราใช้อุปกรณ์หลอดไฟสองชนิด คือ หลอดแบล็คไลท์ที่ให้แสงสีม่วงที่ไม่สว่างมากนัก จะปล่อยคลื่นความถี่ในช่วงคลื่น UVA โดยจะตั้งเสาให้ได้ระดับสูง เหมือนเสาส่งคลื่นวิทยุ เพื่อกระจายคลื่นแสงได้ในระยะใกล ช่วยดึงดูดแมลงในพื้นที่กว้างและใช้หลอดแสงจันทร์ให้ความสว่างมากอยู่ด้านล่าง เพื่อให้แมลงบินลงตอมเกาะผ้าขาวที่ขึงไว้เป็นฉากหลัง ในการทำไลท์แทรปแต่ละครั้ง ถ้าเรารู้ว่าแมลงชนิดใดออกมาหากินในช่วงเวลาไหน เช่นตอนปลายหน้าฝนเราจะพบเห็นพวกด้วงหรือถ้าจะอยากดูความหลากหลายของแมลงหลายชนิดจะต้องมีหน้าฝนและเป็นพื้นที่ธรรมชาติที่สมบูรณ์ อย่างเช่นที่เคยไปทำที่ตำบลห้วยมาลัย อ.สังขละ จ.กาญจนบุรี ที่นั่นอยู่ลึกเข้าไปจากตัวเมืองเป็นหมู่บ้านชุมชนเล็กๆ ทำให้พบแมลงหลายชนิด ตั้งแต่ด้วงกว่างสามเขาตัวโต แมลงหายากหลายชนิด ไปจนถึงแมลงหวี่ ริ้น ไร แมลงตัวเล็กๆขนาดที่มองด้วยตาเปล่าแทบจะไม่เห็น"
ค่ำคืนเดือนมืด
การทำ ไลท์แทรป อาจต้องอาศัยปัจจัยที่เอื้ออำนวยให้การดึงดูดแมลงด้วยแสงไฟได้ทำงานเต็มที่ เช่นเวลาหลังสามทุ่มขึ้นไป แมลงกลางคืนจะเริ่มออกมากันตอนดึกๆ มิฉะนั้นแล้วเราจะพบเห็นแค่แมลงตอมไฟไม่กี่ชนิด ส่วนช่วงเดือนนั้นก็สำคัญสำหรับแมลงที่มีวงจรชีวิตที่ยาวนาน เราจะพบด้วงกว่างได้น้อยมากถ้าไม่ใช้ฤดูฝนเพราะ แมลงจำพวกนี้จะมีวงจรชีวิตที่เป็นหนอนและดักแด้ในเวลาที่เหลือ หรือในกรณีที่เป็นค่ำคืนเดือนหงายก็จะมีแมลงออกมาน้อยกว่าในค่ำคืนเดือนมืดซึ่งจะทำให้กับดักแสงไฟมีประสิทธิภาพมากกว่า เด็กๆจะเห็นภาพรวมความหลากหลายทางชีวภาพในแต่ละพื้นที่ได้ชัดเจนขึ้น ด้วยประสบการณ์ชั่วโมงบินและความท้าทายที่รอคอยแมลงแปลกๆที่อยากเห็นเป็นแรงบันดาลใจ แม้ค่ำคืนถึงดึกดื่นพวกเขาก็จะถ่างตารอคอยจนหลับไปด้วยกิจกรรมล่อแมลงด้วยแสงไฟ
แมลงทุกหนแห่ง
นับแต่วัยเด็กเล็กของดลและแดน ทุกๆ ครั้งที่เราได้ไปกางเต้นท์ค้างคืนตามอุทยานแห่งชาติในหลายๆแห่ง การเข้าห้องน้ำทำกิจธุระยามเช้าจะกลับกลายเป็นกิจกรรมที่น่าตื่นเต้นอีกอยางหนึ่งของเด็กๆ เพราะอาจจะได้เจอแมลงตัวสำคัญเกาะอยู่ตามผนังและเพดานห้องน้ำ เช่นผีเสื้อกลางคืนชนิดที่ตัวโตที่สุดเช่นผีเสื้อแอตลาสที่เด็กๆมักจะรู้จักจากหนังสือภาพ ซึ่งอาจจะเป็นสัญชาติญาณของแมลงและความคุ้นชินกับแสงไฟยามค่ำคืนจากห้องน้ำที่ส่องสว่างอยู่กลางป่าเป็นประจำทุกค่ำคืน ในยามเช้าจึงหลงเหลือแมลงที่หลงไหลแสงไฟจนไม่ยอมกลับบ้านให้เราได้พบเห็นได้เกือบทุกหนแห่ง ถ้าเด็กๆรู้จักสังเกตุ
          การทำไลท์แทร็ปแต่ละครั้งจึงมีทั้งความตื่นเต้น ในท่ามกลางค่ำคืนที่เงียบสงัด บางครั้งมีเสียงประหลาดคล้ายยานบิน เวียนวนอยู่บนเสาแสงไฟด้านบนก่อนจะหล่นตุ๊บลงมาพร้อมกับเสียงกระพือปีกอันดังของด้วงกว่างสามเขาตัวโต หรือบางครั้งก็เป็นการรอคอยที่ยาวนานด้วยฉากผ้าขาวที่ว่างเปล่า จนกระทั่งได้พบเจอแต่แมลงกลุ่มมวนแดงฝ้ายเกาะตอมไฟเต็มไปหมดในพื้นที่กลางไร่มัน ในการทำไลท์แทร็ปแต่ละครั้งจึงมีความท้าทายอยู่บนความไม่แน่นอนของระบบธรรมชาติเสมอ



          สำคัญที่แมลงมิได้เพียงออกมาท้าทายความตื่นเต้นของเด็กๆ แต่เป็นการทำความรู้จักโลกธรรมชาติด้วยกิจกรรมการสำรวจในรูปแบบนี้ ช่วยให้เรารับรู้ถึงความหลากหลายและจำนวนปริมาณของแมลงแต่ละชนิดในแต่ละพื้นที่ ซึ่งมีความหมายต่อคุณภาพของระบบนิเวศน์ในธรรมชาติ โดยเฉพาะสังคมพรรณพืช นก และสัตว์อื่นๆ ที่เราต้องอาศัยอยู่ร่วมกัน

วันพุธที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2557

บ้านนาบ้านเรียน


บ้านนาบ้านเรียนเป็นประสบการณ์สำคัญที่เด็กๆกลุ่มครอบครัวควบกล้ำธรรมชาติได้จดจำประทับรอยเอาไว้ แม้ว่าจะเป็นเหตุการณ์ผ่านมาแล้วสามถึงสี่ปี ยิ้มบ้านนาจึงปรากฏตัวเสมอในวงสนทนาทั้งพ่อแม่และเด็กๆ แต่เวลาที่เคลื่อนตัวไปอย่างรวดเร็ว ทำให้เราต่างพบประสบกับความเปลี่ยนแปลงทั้งใกล้และไกลตัว เมื่อกลุ่มเด็กๆที่กำลังก้าวย่างเข้าสู่วัยรุ่นต่างก็มีพัฒนาการความสนใจที่เริ่มแตกต่างกันออกไป ทุ่งนา บ่อโคลน บึงน้ำ กบ เขียด ตั๊กแตน แมลงปอและสรรพชีวิตที่เด็กๆคุ้นเคย อาจกลายเป็นความทรงจำที่ฝังลึก ภาพโรงนาหลังคามุงจากขนาดใหญ่กว่าศาลา เคยเป็นมากกว่าบ้านเรียนสำหรับเด็กๆ เป็นจุดร่วมใจที่เคยใช้ชีวิตร่วมกันทุกๆอาทิตย์ละหนึ่งครั้ง เป็นพื้นที่พักพิงสำหรับสารพัดกิจกรรมที่เราได้เรียนรู้สัมผัสธรรมชาติ
คบผู้ใหญ่สร้างบ้าน
เมื่อพื้นที่เรียนรู้ของเด็กๆคือการละเล่นและลงมือทำ ห้องปฏิบัติการเรียนรู้ของเด็กๆ จึงเคลื่อนย้ายไปได้ทุกที่ น้าเกรียงจึงชักชวนพ่อแม่และเด็กๆ มาช่วยกันพัฒนาพื้นที่ทุ่งนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้นาข้าวกับธรรมชาติอีกแห่งหนึ่งที่อำเภอบ้านนา จ.นครนายก จากพื้นที่แปลงนาข้าวสองไร่กว่าๆ ที่น้าเกรียงขอตัดแบ่งจากน้าแป๊ดเจ้าของนาหว่านที่ปลูกข้าวทำนามาแต่ดั้งเดิม และคาดหวังกันว่าจะได้เรียนรู้วิธีการทำนาจากแปลงนาข้าวของน้าแป๊ดคู่ขนานไปด้วย แต่สำคัญตรงที่เริ่มต้นต้องสร้างศาลาที่พักหลบแดดหลบฝนเสียก่อน
โรงนาร่วมใจ
โรงนาหลังคามุมจากด้วยประสบการณ์ใหม่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ตกลงปลงใจกันว่าจะร่วมใจกันสร้างโดยไม่ต้องอาศัยช่างผู้ชำนาญหรือแรงงานว่าจ้างทุกชนิด ช่วยกันถามไถ่ผู้รู้ผู้มีประสบการณ์และลองผิดลองถูกกันไป เป็นกิจกรรมเรียนรู้ทักษะชีวิตที่ควบคู่ไปกับการเรียนรู้ธรรมชาติจากนาข้าว เริ่มต้นวัดระยะ วางจุด ขุดหลุมเทปูนและตั้งเสาด้วยเสาไม้ยูคาฯขนาดกลางทีมี่นำ้หนักไม่มากนักเพื่อให้งานประเภท ขน ยก แบก หาม และ ขึ้นคาน ไม่เป็นอุปสรรคมากนักสำหรับแรงงานมือใหม่ เด็กๆช่วยกันทำงานผ่านประสบการณ์ทุกขั้นตอน ยกเว้นงานเกินขีดความสามารถที่มีความเสี่ยงเช่น ขึ้นคาน พาดเสา มุงหลังคาจาก ซึ่งพ่อแม่ต้องปีนป่ายขึ้นที่สูง เรียนรู้วิธีวางเรียงมุงจากและมัดจากอย่างถูกวิธี ด้วยโครงสร้างหกเสาพาดคานตีคร่าวหลังคาจั่ว ตรงไหนอ่อนหย่อนไปไม่แข็งแรงก็จะเสริมเพิ่มไม้จนเพื่อนบ้านเย้ากันเล่นๆว่าจะเป็นศาลาร้อยต้น โรงนาจึงสำเร็จออกมาเป็นรูปเป็นร่างตามแบบฉบับเฉพาะตัว โรงนาขนาด ๕ คูณ ๑๐ เมตร ศาลาขนาดใหญ่มีหลังคามุงจากยกพื้นด้วยไม้ลวกมีชั้นลอยสำหรับพักนอนค้างคืน เป็นผลงานชิ้นสำคัญที่ตระหง่านอยู่กลางทุ่งนา
นาหว่านที่บ้านนา
"น้าแป๊ด" คุณครูนาข้าวทำนาหว่านปีละหนจะกำหนดเวลาตามช่วงจังหวะที่ฝนทิ้งระยะได้พอดีกับเมล็ดพันธ์ที่หว่านให้แทงรากงอกต้นกล้าเผื่อเวลาให้โตแข็งแรงชูต้นพ้นเหนือน้ำในช่วงเวลาหน้าฝนชุก  เด็กๆ จะหว่านข้าวตามกรรมวิธีพร้อมคุณครู แล้วคอยดูมิให้ต้นกล้าจมน้ำจนต้นข้าวเติบใหญ่โดยมิต้องใช้ยาฆ่าแมลงหรือปุ๋ยเคมี และเมื่อข้าวตั้งท้องออกรวง ถึงเวลาต้องใช้เคียวเกี่ยวข้าว ตากข้าว และฟาดข้าวจนได้ผลเก็บเกี่ยวมาเป็นข้าวชาวบ้านนา เห็นคุณค่าข้าวทุกเมล็ดล้วนสำคัญ

            ช่วงเวลาสามถึงสี่ปีที่เราได้ใช้เวลาลงมือละเล่นเรียนรู้ร่วมกันที่บ้านนาไม่เฉพาะโรงนาที่สร้างกันมากับมือ นาข้าวสีเขียวที่คุ้นเคยกลิ่นโคลนกับบรรยากาศเสียงนกร้องก้องท้องทุ่ง ได้จับปลาหากบเขียดลงเล่นโคลนเป็นของแถม ถึงวันนี้โรงนาร่วมใจกำลังจะหมดอายุขัยและเด็กๆกลุ่มครอบครัวฯกำลังจะโตเป็นหนุ่ม แต่น้าเกรียงกำลังเริ่มสร้างอาคารถาวรด้วยตัวเองเพื่อเป็นศูนย์เรียนรู้ธรรมชาติในอนาคตที่บ้านนา เตรียมไว้สำหรับเมล็ดพันธ์รุ่นใหม่อีกต่อไป

บ้านนาตอนเริ่มต้น

วันอังคารที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2556

สำรวจแมลงปอ


ภาพแมลงปอบ้านเสือเขียวเกาะเกี่ยวผสมพันธ์กันและภาพแมลงปอเข็มกำลังเกาะงับจับกินยุงอาจเป็นภาพที่หาดูได้ไม่ง่ายนัก แต่ก็ไม่ยากนักหากรู้จักสังเกตุและติดตามดูสรรพสิ่งรอบตัวที่เป็นไป นี่คือวิถีของสิ่งมีชีวิตเล็กๆที่เกิดดำเนินขึ้นอยู่รอบๆตัวเรานี้เอง ภาพบันทึกเหล่านี้เป็นปมดึงดูดการสำรวจสิ่งมีชีวิตเล็กๆในธรรมชาติของวัยเด็ก  เมื่อครั้งที่เด็กๆ เริ่มต่อยอดความสนใจในธรรมชาติจากบรรดาสัตว์หกขาที่เรียกว่าแมลง ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีปริมาณและจำนวนชนิดหลากหลายมากที่สุด การทำความรู้จักกับแมลงหลากหลายชนิดจึงถูกแบ่งเป็นกลุ่มชนิดใหญ่ๆ อาทิเช่น ผีเสื้อ ตั๊กแตน ด้วง มวน มด ผึ้ง ต่อแตน ฯลฯ แมลงปอก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่มีลักษณะโครงสร้างรูปทรงแตกต่างจากแมลงกลุ่มอื่นๆ แมลงปอหลายชนิดพันธ์มีสีสันหลากหลายแบ่งเป็นสองอันดับย่อยได้สองกลุ่มคือ แมลงปอเข็ม Damselfly และแมลงปอธรรมดา Dragonfly ทั้งสองกลุ่มมีวงจรชีวิตที่เชื่อมต่อกันระหว่างในนำ้บนบกและอากาศ แมลงปอจึงมีเรื่องราวที่น่าติดตามสืบค้นเหมาะสมสำหรับเด็กๆในวัยโตพอที่จะออกสำรวจธรรมชาติ
ปมประสบการณ์
จากเส้นทางปั่นจักรยานที่พ่อพาเด็กสองคนปั่นกันเป็นประจำ ไปจนสุดทางถนนของหมู่บ้านร้าง ลัดเลาะต้นมะขามเทศที่หลงเหลืออยู่ออกไปเจอทางรถไฟสายตะวันออกและจนถึงวันนี้มีรถไฟลอยฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์วิ่งพาดผ่านพาความเจริญรุกคืบเข้ามาอีกครั้ง สภาพแวดล้อมแถวนี้ถึงแม้จะมีซากปรักหักพังจากการสร้างไม่เสร็จและกองขยะประปรายตามสุดทางถนนคอนกรีต แต่ก็ยังเป็นห้องเรียนธรรมชาติให้เด็กสองคนเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี ตรงข้างทางรถไฟเลียบยาวไปสุดลูกหูลูกตา มีเส้นทางให้ปั่นลัดเลาะตามแนวทางเดินที่ไม่ค่อยมีคนผ่านสัญจรมากนักนอกจากฝูงวัวที่ยังมีคนเลี้ยงอยู่แถวนี้ ไมยราพยักษ์ยังขึ้นรกชันทั้งสองข้างทางเลยมาจนมาถึงบริเวณทางรถไฟมีคูน้ำวิ่งคู่ขนานไปเจอกับคลองเล็กๆข้างหน้า พื้นที่รกร้างเหล่านี้เปิดโอกาสให้ธรรมชาติได้ฟื้นฟูเมื่อถึงหน้าฝนและเด็กๆก็ได้มีโอกาศเฝ้าสำรวจเรียนรู้ธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล โดยเฉพาะเมื่อถึงหน้าฝน มีแหล่งน้ำขังมากมายที่ดลมักเจอแมลงปอ ด้วยความสงสัยว่าทำไมมันชอบบินวนเวียนอยู่แถวแหล่งน้ำ จึงนั่งเฝ้าสังเกตุดูอยู่บ่อยๆ ตามคำบอกเล่าจากน้าเกรียงคุณครูห้องเรียนธรรมชาติของเด็กๆ บอกว่าแมลงปอมักจะบินเอาปลายหางจุ่มหาแหล่งน้ำที่เหมาะสมสำหรับการวางไข่ แมลงปอวางไข่ในน้ำเติบโตเป็นตัวอ่อนจนถึงเวลาขึ้นมาลอกคาบแปลงกายเป็นแมลงปอ มันคือตัวห้ำแมลงนักล่าที่สามารถไล่จับงับแมลงกินกลางอากาศ ซึ่งเราจะหาโอกาศดูได้ไม่ยากนัก สำคัญตรงที่ดลและแดนยังไม่เคยเห็นเหตุการณ์ตอนแมลงปอไล่งับแมลงกลางอากาศเลยสักครั้งจึงพยายามติดตามดู
ประสบการณ์สำคัญ
เป็นโอกาศสำคัญที่จะได้เห็นโลกธรรมชาติในมิติที่เล็กลงไป เพื่อพบปะกับความมหัศจรรย์ได้มากขึ้น กิจกรรมสำรวจแมลงปอโดยน้าเกรียงและครอบครัวควบกล้ำฯ จึงได้เริ่มกระบวนสำรวจแมลงปอในพื้นที่ต่างๆ โดยเริ่มจากพื้นที่รกร้างหลังบ้านตามแหล่งน้ำขัง คู คลอง หนองบึง ไปจนถึงลำห้วยโกรกอีดก และในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เราพบว่า ณ.รอบๆตัวเราล้วนแล้วแต่มีสิ่งมีชีวิตพึ่งพาอาศัยกันไม่ว่าสภาพแวดล้อมจะเป็นเช่นไร...จากแหล่งนำ้ขังหลังบ้านมีตัวอ่อนแมลงปอบางชนิดอาศัยอยู่ได้ด้วย ดลและแดนทดลองจับใส่โหลมาเลี้ยงศึกษาดูพฤติกรรมการกินอาหารและการเปลี่ยนแปลงรูปร่างแบบไม่สมบูรณ์ Incomplete Metamophosis ไม่เหมือนกับผีเสื้อคือไม่ต้องเข้าดักแด้  การสำรวจของเด็กๆจึงต้องอาศัยการเฝ้าสังเกตุอย่างต่อเนื่องจึงจะเข้าถึงโลกอันเร้นลับ การบันทึกร่องรอยองค์ความรู้ที่เขาค้นพบสำรวจด้วยตัวเอง จะช่วยให้การสำรวจนั้นเห็นภาพชัดและดำเนินไปอย่างต่อเนื่องมากขึ้น เมื่อครั้งที่ตัวอ่อนแมลงปอค่อยๆไต่เกาะกิ่งไม้ขึ้นจากน้ำ พร้อมที่จะแปลงกายลอกคราบเป็นตัวเต็มวัยซึ่งต้องใช้เวลาที่ยาวนานหลายชั่วโมง แต่ก็ต้องเจอกับอุปสรรคเมื่อมีความพยายามของมดว่ายนำ้ไต่ข้ามมาเจาะเกาะกินจนตัวอ่อนแมลงปอสิ้นชีวิต เด็กๆมักได้เรียนรู้ประสบการณ์ที่ไม่คาดคิดจากธรรมชาติเสมอ ปมสำคัญของการสำรวจของเด็กๆอาจต้องการแค่ภาพเหตุการณ์ของตัวอ่อนแมลงปอแปลงร่างเป็นตัวเต็มวัยเท่านั้น แต่ผลพวงจากกระบวนการสำรวจมักทำให้เกิดการเรียนรู้ซึมซับความรู้และข้อมูลจากระบบธรรมชาติไปด้วยเสมอ
สื่อบันทึก
ภาพสำคัญและปมประสบการณ์อาจเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้แรงบันดาลใจของเด็กๆและพ่อแม่คุกรุ่นอย่างต่อเนื่องและยาวนานพอที่จะ ซึมซับเรื่องราวธรรมชาติเข้าสู่วิถีชีวิตประจำวัน แม้ว่าความเจริญทางวัตถุจะคืบคลานเข้ามามากยิ่งขึ้นทุกที กลุ่มครอบครัวควบกล้ำฯเล็งเห็นถึงความสำคัญของสื่อบันทึก ร่องรอย ประสบการณ์สำรวจธรรมชาติ จึงได้ช่วยกันรวบรวมเรื่องราว ความรู้แมลงปอ กิจกรรมการสำรวจแมลงปอ รวมทั้งร่องรอยบันทึกของเด็กๆและครอบครัว ไว้ในหนังสือชุดประสบการณ์ห้องเรียนธรรมชาติชื่อ "แมลงปอ ถึงหยดน้ำสุดท้าย" สำหรับท่านที่สนใจจะนำไปใช้ประโยชน์ในกิจกรรมเรียนรู้ธรรมชาติ สามารถขอรับหนังสือได้โดยเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ http://www.doublenature.net/readarticle.php?article_id=22


วันจันทร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2556

บ้านนกหรือรังนก ?




ร่องรอย เรียนรู้จากภาพถ่ายและบันทึกของดล เมื่อประมาณ๕ปีที่แล้ว ทำให้ผมมองเห็นถึงจินตนาการของเด็กๆ ที่มีต่อโลกธรรมชาติที่ดำเนินไป และเมื่อใดที่การสำรวจเรียนรู้ธรรมชาติด้วยตัวเองได้เริ่มขึ้น การสืบค้นก็จะเดินหน้าและค้นหาคำตอบจากความสงสัย ใคร่รู้ ไขความเข้าใจที่มีต่อโลกธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรอบตัว อย่างเป็นจริงเป็นจังโดยเฉพาะเรื่องราวของนก เด็กๆ มักจะคอยสำรวจสอดส่องมองหาไปทุกซอกมุมของทุกพื้นที่ ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดาในช่วงวัยอยากละเล่นการสำรวจ
                ผู้คนอาจทึกทักและเข้าใจเปรียบเปรยเอาว่ารังนกคือบ้านของนก  เมื่อรังนกเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ตามพื้นที่ต่างๆ  ทั้งง่ายดายและยากเย็น บางครั้งจึงถูกรบกวนอย่างจงใจและไม่จงใจคงเพราะเข้าใจว่าเป็นแค่บ้านแหล่งอาศัยของนก  น้าเกรียงและพ่อแม่กลุ่มครอบครัวควบกล้ำฯ จึงวางแผนกิจกรรมเรียนรู้ในห้องเรียนธรรมชาติด้วยการลงพื้นที่สำรวจศึกษารังนกตั้งแต่รอบๆบ้าน ในเมือง ตามท้องทุ่ง จนถึงในป่าธรรมชาติ เพื่อซึมซับประสบการณ์ทั้งการดูนก วงจรชีวิตและพฤติกรรมของนกแต่ละชนิดอย่างประณีต และถูกวิธี โดยเฉพาะการระมัดระวังมิให้เกิดปรากฏการณ์"นกทิ้งรัง" ทั้งยังช่วยกันถ่ายทำสารคดีให้เป็นเรื่องราวตอน"รังนกใช่บ้านนกจริงหรือ?"พร้อมกันไปด้วย


บันทึกจากแม่ของซี
น้าเกรียง คุณครูห้องเรียนธรรมชาติพาเด็กๆและพ่อแม่ไปสำรวจรังนกชนิดต่างๆ ในหลายพื้นที่ ตั้งแต่รังนกกระจาบธรรมดา ที่เพชรบุรี นกพญาปากกว้าง ที่แก่งกระจานและที่เขาใหญ่ นกขุนแผน นกจาบคาหัวสีส้ม ที่เขาใหญ่  รังนกกินปลีที่ราชบุรี ทำให้ซีและแม่กั้งได้เรียนรู้ว่ารังนกแท้จริงแล้วมีหลายชนิด หลากหลายรูปแบบ ทั้งบนต้นไม้ ในโพรงไม้ บนดิน และ  แม้กระทั่งในน้ำ ซีเกิดความสนใจเรื่องรังนกมากขึ้น หลังจากได้สำรวจรังนกและพฤติกรรมของนกมาหลายชนิด รังนกที่แม่กั้งและซีประทับใจมากที่สุดก็คือรังนกกระจาบธรรมดา ที่อยู่บนต้นไม้สูง เป็นงานศิลปะที่งดงาม น่าอัศจรรย์ มีความละเอียดประณีต พิถีพิถัน การบรรจงถักทอรังของนกกระจาบตัวผู้ เพื่อดึงดูดตัวเมียให้มาจับคู่กัน นกกระจาบจัดว่าเป็นนกที่มีความเพียรพยายามมาก โดยจะใช้จะงอยปากคาบเส้นหญ้ามาสร้าง สานรัง จนได้ฉายาว่า สถาปนิกนักสร้างรัง

นกนักถักสานทอรัง
รังนกทีถูกถักทอได้อย่างประณีตมหัศจรรย์มากที่สุดในบรรดานกทำรัง  จากการใช้ปากสอดเส้นหญ้าสานไปสานมาอย่างละเอียด ทีละเส้นจนได้ชื่อว่า เป็นนกนักถักสานทอรัง Baya Weaver เป็นชื่อสามัญของนกกระจาบทองธรรมดา แตกต่างกับรังนกกระจาบทอง  Golden weaver ซึ่งเป็นนกนักถักทออีกชนิดนึง ชอบทำรังตามดงหญ้าต้นธูปฤาษี ซึ่งจะสานรังเป็นรูปทรงกลมอย่างหยาบๆ  แตกต่างจากรังนกกระจาบธรรมดาอย่างเห็นได้ชัด           
                นกกระจาบธรรมดาเป็นนกที่อยู่อาศัยรวมกัน ตามท้องทุ่งโล่งและอยู่รวมกันเป็นฝูง เมื่อถึงฤดูทำรังก็จะทำรังใกล้ๆ กัน 
การอยู่รวมกันก็จะช่วยกันป้องกันภัยอันตรายจากสัตว์ผู้ล่าได้เป็นอย่างดี  รังส่วนมากจะแขวนจากปลายยอดไม้ และมีทางเข้าทางด้านล่าง จะทำให้สัตว์ผู้ล่าไม่สามารถเข้าไปในรังได้ นกกระจาบตัวผู้ จะเริ่มสร้างรัง โดยการจิกฉีกใบต้นหญ้าธูปฤาษี  คาบออกมาเป็นเส้นนำมาพันปลายยอดอ่อนของต้นทำรัง  โน้มปลายยอดเข้าหากิ่ง  และพันสานกัน ให้เป็นวงกลมเล็กๆ และจะค่อยๆ สานถักทออย่างละเอียดจนเป็นรูปโดมที่ใหญ่ขึ้นห้อยจากปลายกิ่งลงมา โดยมีที่เกาะอยู่ด้านล่าง จากนั้นก็จะรอให้ตัวเมียเข้ามาเลือกเกาะ  ถ้านกตัวเมียตกลงเลือกรัง นกตัวผู้ก็จะสานต่อส่วนปลายปล่อง เป็นทางเข้ารังด้านล่างของโดมถือเป็นรังนกกระจาบที่เสร็จสมบูรณ์สำหรับให้ตัวเมียวางไข่ได้

ประสบการณ์ของดล
ตอนที่ผมยังเด็ก เริ่มสนใจดูนกโดยเฉพาะการถ่ายบันทึกภาพนกชนิดต่างๆ ซึ่งตอนนั้นทุกๆสิ่งรอบๆตัวผมดูน่าสนใจไปหมด แม้แต่การเฝ้าดูฝูงนกกระจอกที่บินมาหน้าบ้านหรือนกเขาบนเสาทีวี ล้วนแต่เป็นสิ่งที่น่าสนใจทั้งนั้นสำหรับผม ผมมีความตื่นเต้นและประทับใจมากที่สุดในตอนนั้น คือ เมื่อผมได้เจอรังนกไม่ว่ามันจะอยู่ที่ไหนผมมักจะใช้เวลากับเฝ้าดูมันเป็นอาทิตย์ โดยตื่นแต่เช้ามาเฝ้าและบันทึกภาพเก็บใว้อย่างตื่นตาตื่นใจ ซึ่งการได้เฝ้าดูรังนกของผมนั้นมีสิ่งสำคัญที่ทำให้ผมประทับใจ เพราะว่ามันเป็นช่วงเวลาที่สำคัญของชีวิตเล็กๆที่ได้เกิดมา พร้อมกับได้เห็นแม่นกดูแลเอาใจใส่ลูกนกอย่างถะนุถนอม  จนบางทีทำให้ผมรู้สึกอยากเป็นส่วนหนึ่งในนั้น แต่ ณ เวลานั้นผมคงทำให้ดีที่สุดโดยการเฝ้าดูอยู่ห่างๆ และปล่อยให้นกได้ใช้เวลาเลี้ยงดูลูกของพวกมันต่อไปให้ดีที่สุด...     

แม่หน่อยวาดบันทึก
วันนี้มานั่งปูเสื่ออยู่ข้างปั้มน้ำมันแถวท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี อยู่ครึ่งค่อนวัน เพราะมีโอกาสได้ตามเด็กๆ มาเฝ้านกกระจาบทำรัง..นี่ก็เป็นประสบการณ์ใหม่ของเราที่เกิดขึ้นได้บ่อยๆ ถึงจะเป็นแม่เกิดก่อนลูก ก็ใช่ว่าจะต้องรู้มากกว่าเด็กๆไปทุกเรื่อง บอกตัวเองเลยว่า โชคดีที่เราได้เรียนรู้ไปพร้อมๆกับลูก ได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ได้ใช้ความอยากรู้อยากเห็น ให้กลายเป็นแรงบันดาลใจ ลงมือทำหลายสิ่งหลายอย่าง ไม่ต้องผลัดไปเหมือนแต่ก่อน ทั้งที่ธรรมชาติรอบตัวเรามีแต่เรื่องมหัศจรรย์รอให้เราตื่นตาตื่นใจเสมอ การได้นั่งวาดรูปวันนี้ก็เช่นกัน...กิ่งต้นสะแกหนึ่งกิ่งใหญ่นี้มีความหมายกับชีวิตของนกกระจาบฝูงนี้มาก...ทึ่งกับภาพตรงหน้าเหล่านกสถาปนิก  กำลังพากเพียรถักทอรัง เรากำลังนิ่งอยู่กับการเก็บรายละเอียดของรังแต่ละรัง ถ่ายทอดลงในสมุดบันทึกที่พกติดตัวมา การได้ใช้เวลาดีๆไม่ต้องจบลงด้วยงานที่เสร็จสมบูรณ์ก็ได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ภาพเหล่านี้มันเตือนให้เราได้เห็นว่า ความสุขระหว่างทางเกิดขึ้นได้เรื่อยๆ...ไม่รู้จบเพราะเราต่างก็ต้องเดินทางกันต่อ..ไป
สำคัญที่รังนก
แม้รังนกเป็นอีกหนึ่งสำคัญของนักดูนก...ที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะรังนกเปรียบเสมือน วิหารที่ปกป้องการตั้งต้นชีวิต จากไข่สู่ตัวอ่อน โดยมีแม่นกคอยอนุบาลให้แข็งแรงพร้อมพอที่จะโบยบิน แต่ก็เป็นที่หมายปองของสัตว์อื่นๆ หรือแม้กระทั่งมนุษย์เรานี่เอง จะเพื่อความอยู่รอดหรืิอจะด้วยเหตุผลใดๆก็ตาม ณ.เวลาปัจจุบัน สถานการณ์สิ่งแวดล้อมที่กำลังเปลี่ยนแปลง นกก็ยังทำหน้าที่ในระบบนิเวศน์อยู่เหมือนเดิม ขณะที่จำนวนชนิดการสูญพันธุ์ยังมีมากขึ้น และพื้นที่สีเขียวกำลังร่อยหรอลงทุกที การเรียนรู้เพื่อเข้าใจวงจรชีวิตที่ละเอียดอ่อนของนก ยิ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการมีสำนึกปกป้อง ดูแลธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมร่วมกันอย่างจริงจัง

วันอังคารที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2556

วาฬมิใช่ปลา


วาฬมิใช่ปลานะลูก”....วลีนี้ทำให้ผมนึกถึงบรรยากาศที่ได้ไปละเล่นกับเด็กอนุบาลในชั้นเรียนของเด็กชายดล สมัยที่เรียนในระบบโรงเรียนก่อนจะตัดสินใจออกมาทำบ้านเรียน เป็นความตื่นเต้นครั้งแรกในชั้นเรียนเด็กอนุบาล ผมไม่ได้เล่านิทาน ชาดก อีสปหรือเรื่องราวสอนใจเพราะรู้ถึงจุดอ่อนของตัวเองเลยหาตัวช่วยฉายภาพสัตว์กลุ่มต่างๆ ในธรรมชาติพร้อมเปิดเสียงร้องที่ทำให้หนูน้อยทั้งห้องอ้าปากหวอตกอยู่ในภวังค์แห่งจินตนาการธรรมชาติได้สำเร็จ เมื่อถึงคิวเสียงร้องของวาฬหลังค่อม คลื่นรหัสเสียงที่แปลกประหลาดแตกต่างไปจากสัตว์อื่นๆ จินตนาการของเด็กๆ พุ่งจดจ่อและดำดิ่งไปไกลถึงใต้ท้องทะเลด้วยอาการหลับตานั่งนิ่งไม่ไหวติง เรื่องราวในธรรมชาติมีพลังดึงดูดให้กับเด็กๆ หากได้รับรู้ว่าสรรพสิ่งรอบตัวล้วนแล้วแต่มหัศจรรย์ยิ่งนัก วาฬแหวกว่ายอยู่ในน้ำเหมือนปลาแต่มิใช่ปลาเพราะมีปอดหายใจ แถมยังให้นมลูกอยู่กลางทะเลอีกด้วย ความตื่นเต้นกับวาฬสีน้ำเงินเมื่อรู้ว่ามันเป็นสัตว์ที่ตัวโตที่สุดเทียบเท่ากับรถบรรทุกถึงสี่คัน มีน้ำหนัก 100-200 ตัน ข้อมูลชิ้นสำคัญที่ผมเชื่อมต่อส่งออกไปในวันนั้น อาจยังคงรอยประทับอยู่ในใจวัยเด็กของใครบางคน เช่นน้องอัลฟาที่เราพบกัน(จำได้ว่าเธอเป็นเด็กพิเศษที่เข้าร่วมชั้นเรียนในวันนั้น) ผมถามเธอ"จำได้มั้ย?" เธอตอบอย่างมั่นใจทันทีว่าจำได้...พ่อนกที่เล่าเรื่องวาฬสีน้ำเงินไงเธอจำผมได้เพราะวาฬสีน้ำเงิน
ดูวาฬครั้งแรก
สามปีที่แล้วกับความตื่นเต้นที่ไม่เคยคิดฝันมาก่อนว่าจะได้เห็นวาฬ เมื่ออาจั๊กชวนพวกเรากลุ่มครอบครัวควบกล้ำ ฯ กับน้าเกรียงไปดูวาฬที่ ต.แหลมผักเบี้ย จังหวัดเพชรบุรี จากข่าวการพบวาฬบรูด้าที่เผยแพร่ในอินเตอร์เน็ต เด็กๆ อยากเห็นวาฬตัวเป็นๆ  อยากเห็นบาลีนของวาฬเวลาอ้าปากมีปลากระโดด ฯลฯ ทันทีที่ไปถึงท่าเรือแหลมผักเบี้ย ดล แดน ซี จิโร่และเคน ต่างเตรียมกล้องบันทึกภาพ ด้วยความหวังว่าคงจะได้ภาพวาฬบรูด้า เรือวิ่งออกมาถึงจุดลอยรำอยู่กลางทะเลสักพักใหญ่ วนเวียนอยู่หลายจุดแต่ธรรมชาติกับความไม่แน่นอนมักเป็นสิ่งเดียวกันเราจึงพบกับทะเลที่ว่างเปล่า ความผิดหวังและความสนุกสนานมักเรียนรู้คู่กันไป การดูวาฬครั้งที่สองเป็นความพยายามที่ไม่ลดละของอาจั๊ก เมื่อวิทยุแจ้งเข้ามาเราจึงลงเรือทันที ลุงแดงพาเรือออกมาไกลจนไม่เห็นฝั่ง ทุกคนตื่นเต้นและเตรียมความหวังและผิดหวังไว้ระคนกัน ท่ามกลางความเงียบสงบกลางทะเลขณะที่แต่ละคนต่างจดจ่อ มีเสียงพ่นน้ำจากกาบซ้ายของหัวเรือห่างออกประมาณห้าสิบเมตรดังขึ้น เด็กๆวิ่งกรูกันไปที่หัวเรือ เห็นครีบหลังโผล่ขึ้นเหนือน้ำ พร้อมไอนำ้ที่กำลังจางหายจากลมหายใจออกของวาฬบรูด้า เป็นภาพประทับติดตาสำหรับประสบการณ์จากธรรมชาติของเด็กๆในครั้งนั้น

วาฬบรูด้า ๒๕๕๖
กระแสดูวาฬบรูด้ากำลังมาแรง เมื่อข้อมูลถูกเผยแพร่ให้คนไทยเรารู้จักวาฬบรูด้ามากขึ้น  ไม่ว่าในมุมส่งเสริมการท่องเที่ยวหรือในมุมของการอนุรักษ์ธรรมชาติ น้าเกรียงจึงนัดแนะพวกเราไปดูวาฬอีกครั้ง ดล แดน แก้ม ซี พอร์ท เคนและจีโร่ ขณะนี้กำลังย่างเข้าวัยรุ่นแต่ก็ยังค้างคากับวาฬบรูด้าที่แหลมผักเบี้ยอยู่ มาครั้งนี้มั่นใจได้ว่าจะได้สัมผัสวาฬบรูด้ากันแบบเต็มจอเสียที ณ. .บางตะบูน จ.เพชรบุรี เรือลุงจำรูญและลุงเล็กสองลำพาเราออกไปไกลประมาณชั่วโมงกว่า ถึงที่หมายปลากะตักกระโดดชุกชุม สักครู่วาฬบรูด้าตัวแรกโผล่ขึ้นมาต้อนปลากะตัก ดลบันทึกภาพได้แต่ลำตัวและครีบหลัง วาฬบรูด้า(Bryde's Whale)ตัวโตเต็มที่ยาวประมาณ 14-15 เมตร เป็นวาฬไม่มีฟันขนาดกลาง แต่มีซี่กรองอาหาร"บาลีนเพลท"ชอบหากินไกล้ฝั่งแถวชายฝั่ง เราตามฝูงปลากะตักที่กระโดดตามผิวน้ำ ถึงจุดชุกชมมีนกนางนวลบินโฉบอยู่ประปราย บรูด้าค่อยๆอ้าปากขากรรไกรขนาดยักษ์รองับฝูงปลากะตัก ท่ามกลางเสียงรัวชัตเตอร์กล้องและเสียงร้อง...อื้อหือ...โอ้โห...ผลัดกันเป็นระยะ ขณะที่มันว่ายต้อนฝูงปลากระตักเราตามไปดูห่างๆมันตีหางไปด้วย แวะงาบไปว่ายไปนับได้ประมาณหกตัว มีชื่อหลายชื่อที่น้าเกรียงรู้จักและสังเกตุเห็นตำหนิของแต่ละตัว เช่น แม่กันยา  แม่สาคร และเจ้าแตงไทย ฯลฯ ขณะนี้มีการจำแนกประชากรวาฬบรูด้าโดยมีการตั้งชื่อระบุตำหนิไว้แล้วถึง ๒๗ ตัว สำหรับการศึกษาพฤติกรรมการย้ายถิ่น การกินอาหาร การผสมพันธ์ุออกลูก โดยศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะลเและชายฝั่งอ่าวไทยตอนบน
ดลบันทึกวาฬ
ในตอนเด็กๆนั้น ผมมีความชื่นชอบวาฬซึ่งเป็นสัตว์ขนาดใหญ่แห่งท้องทะเล สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ใหญ่ที่สุดในโลก ขนาดมหึมาของมันทำให้ผมสนใจและอยากที่จะเห็นตัวจริงๆในทะเล แต่ ณ ตอนนั้นผมมองว่ามันเป็นเรื่องไกลตัวมาก (อาจเป็นเพราะยังเด็ก และประมาณสิบปีที่แล้วยังมีการศึกษาวาฬในไทยน้อยกว่าปัจจุบันมาก รวมถึงวาฬที่ผมได้เห็นจากในสารคดีส่วนใหญ่เป็นวาฬจากต่างประเทศ) จนทำให้ผมละความสนจากวาฬไป…. จนช่วงหลังตอนผมโตขึ้น พ่อได้ชวนไปดูวาฬบรูด้า ที่ แหลมผักเบี้ย เป็นครั้งแรกของผมที่จะได้เห็นวาฬตัวจริง! ทำให้ผมตื่นเต้นมาก โดยครั้งนั้นผมได้ใช้เวลากว่า ๓ ชั่วโมงในการตามหาวาฬอยู่ในทะเล แต่กลับไม่เจอวาฬซักตัว  ต่อมาไม่นานผมได้กลับมาตามหาวาฬที่นี่อีกเป็นครั้งที่ ๒ ได้เห็นวาฬบรูด้าตัวจริงๆ ถึงแม้ว่ามันโผลขึ้นมาไม่กี่ครั้ง แต่มันก็ทำให้ผมประทับใจมาก และครั้งล่าสุดผมได้มีโอกาศไปดูวาฬที่ บางตะบูน เป็นครั้งที่ผมได้ดูและถ่ายภาพวาฬบรูด้าอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะ พฤติกรรมการหากินของวาฬแม่ลูกคู่หนึ่ง และทีประทับใจที่สุด คือการที่ได้เห็นวาฬกระโดดขึ้นเหนือน้ำ ซึ่งเป็นภาพที่สวยงามมาก แม้ว่าผมจะไม่สามารถถ่ายรูปใว้ได้ทัน แต่ภาพนี้ก็ยังคงอยู่ในความทรงจำของผมเสมอ....
ร่ายรำและร่ำลา
วาฬบรูด้าเริ่มทิ้งห่างออกไปเรื่อยๆ จนถึงฉากสุดท้าย ขณะที่บางคนกำลังละความสนใจไปแล้ว เธอกระโดดตัวขึ้นลอยเหนือนำ้และบิดตัวกระแทกกับผิวนำ้เกิดฟองกระจายขาวท่ามกลางนำ้ทะเลสีเข้ม แก้มบันทึกได้ทันแค่ฟองกระจาย ดลเห็นมันกับตาแต่ไม่ทันบันทึกภาพ ผมทึกทักเอาว่ามันคือการรำ่ลาทีร่ายรำความสนุกสนานหลังหม่ำปลากะตักมาพักใหญ่ เหมือนกับจะบอกกับเราว่า "อิ่มแล้ว..ไปแล้วจ้าแล้วเจอกันใหม่" บรููด้าทิ้งรอยประทับฟังลึกไว้ให้กับผู้พบเห็น ส่งสัญญาณบอกให้เราสำนึกถึงระบบนิเวศน์ทางทะเลที่ยังคงพออุดมสมบูรณ์ตราบใดที่ประชากรครอบครัววาฬบรูด้ายังมีความสุขเริงร่าอยู่ได้ในทะเล เรายิ่งต้องให้ความสำคัญในการดูแล ปกป้องกับทะเลอ่าวไทยตอนบน อย่างจริงจังและเป็นระบบมากขึ้น

วันจันทร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2556

อาณาจักรมด

สิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่มีระบบสังคมที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อน โดยเฉพาะวงจรชีวิตที่มีมดนางพญาเป็นศูนย์กลางควบคุมระบบชีวิตทั้งอาณาจักร โดยมีมดวรรณะต่างๆ ช่วยกันทำหน้าทีภารกิจที่แตกต่างกันเมื่อกลุ่มเด็กๆ ที่สนใจธรรมชาติเป็นทุนเดิม กลับมาสนใจศึกษามดอย่างจริงจัง คงเป็นเพราะกลไกในการสร้างอาณาจักรของมดนั้นน่าติดตามสังเกตการณ์ และเรื่องราวจากมดตัวเล็กๆ นี่เองที่เราได้รับอานิสงค์จากองค์ความรู้ที่เก็บเกี่ยวได้จากการศึกษาวิจัยมดไม่เฉพาะแค่ด้านชีววิทยาเท่านั้น ในการศึกษาพฤติกรรมมดนั้นได้ถูกต่อยอดไปถึงแวดวงปัญญาประดิษฐ์  เมื่อ Ant colony optimization การศึกษาพฤติกรรมการหาอาหารในเส้นทางที่สั้นที่สุดของมดได้ถูกนำไปประยุกต์ใช้แก้ปัญหาการจัดการด้านต่างๆที่ให้ประสิทธิภาพสูงกว่า หากเรากลับไปดูองค์ความรู้ต้นทางพบว่ามดในประเทศไทยที่ค้นพบแล้วมีอยู่ประมาณ 1,000 ชนิดแต่สามารถระบุชนิดได้เพียง 300 ชนิดซึ่งนับว่าน้อยมาก ในขณะที่ทั่วโลกมีมดที่จำแนกชนิดแล้วประมาณ 15,000 ชนิด นี่อาจเป็นส่วนลึกๆที่ผมรู้สึกเป็นสุขขึ้นมาทุกครั้งที่เห็นกลุ่มเด็กๆ สนใจสำรวจศึกษามด


ธรรมชาติบนธรรมชาติ
            ในขณะเดียวกันจุดสำคัญของผมมาอยู่ตรงที่ธรรมชาติการเรียนรู้ของกลุ่มเด็กๆที่รักธรรมชาติซึ่งกำลังเติบโตเป็นวัยรุ่นและกำลังมีพัฒนาการด้านต่างๆ ที่เริ่มเปลี่ยนแปลง รวมถึงวิถีเรียนรู้ธรรมชาติของเขาด้วย  การมีส่วนร่วมในการละเล่นเรียนรู้ของผมกับลูกจะค่อยๆ ถอยห่างมาเป็นแค่ผู้สังเกตุการณ์และเอื้ออำนวยเท่านั้น

            เมื่อดลกับแอมเด็กชายชอบมด   มาบรรจบพบเจอกันในสังคมเครือข่ายเฟสบุค บนหน้าเพจกลุ่มสนใจมดด้วยกัน ด้วยวัยรุ่นราวคราวเดียวกัน  ดลและแอมได้นัดหมายเจอกันเพื่อสำรวจมดกันครั้งแรกที่พิพิธภัณฑ์มด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  และครั้งต่อจากนั้นจึงนัดกันเดินทางไปสำรวจมดที่เมืองกาญจนบุรีเป็นประสบการณ์การเดินทางด้วยรถไฟตามลำพังสองคน ผมเองอยากติดตามไปสังเกตการณ์เรื่องราวของเด็กในบางจุด แต่ในหลายๆโอกาศที่เราต้องปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ  ผมชวนดลไปเที่ยวที่บ้านของแอม ซึ่งแอมเองมักเปรยให้เราฟังบ่อยๆว่า"แถวๆบ้านผมไม่มีธรรมชาติให้หลงเหลือไว้แม้ตารางนิ้วเดียว" บ้านแอมอยู่ในซอยสลับซับซ้อนแถววงเวียนยี่สิบสอง บนถนนเยาวราช แต่ก็มีห้องไว้เพาะเลี้ยงมดและสัตว์อื่นๆที่แอมสนใจ ต่อจากนั้นดลก็ชวนกันมาสำรวจมดที่ทุ่งรกร้างหลังบ้าน แอมนั้นชอบธรรมชาติมาตั้งแต่เด็กไม่ว่า นก หนอน แมลง  กบ เขียด กิ้งก่า และธรรมชาติทั้งหมด  ด้วยใจรักธรรมชาติเป็นความชอบดั้งเดิม แม้สภาพแวดล้อมที่บ้านไม่เป็นใจมากนัก แอมมักจะดั้นด้นไปถึงพื้นที่ธรรมชาติด้วยตัวเอง เด็กชายทั้งสองจึงมีกิจกรรมสำรวจศึกษามดที่ทุ่งหลังบ้านร่วมกันและพบมดหลากหลายชนิดที่ทุ่งรกร้างแห่งนี้

เมื่อดลบันทึกเกี่ยวกับมด
มดเป็นแมลงที่ผมเคยสนใจมาตั้งแต่เด็ก จนถึงตอนนี้ผมได้กลับมาสนใจอีกครั้ง ซึ่งทำให้ผมได้มีโอกาสศึกษาและเรียนรู้อย่างจริงจังมากขึ้น  ทั้งจากการเลี้ยง ดูพฤติกรรมและการสำรวจในธรรมชาติ มดเป็นแมลงที่อยู่กันเป็นสังคมที่น่าสนใจมากกลุ่มหนึ่ง แมลงกลุ่มนี้มีพฤติกรรมการอยูอาศัยแบบมีสังคมวรรณะโดยมีนางพญาเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรทำหน้าที่ออกไข่และสั่งงานให้กับมดงานตัวอื่นๆให้ทำหน้าที่ดูแลตัวอ่อน,หาอาหาร,ขุดสร้างรังก่อนที่จะเป็นรังมดทั้งรัง จากนางพญามดเพียงตัวเดียว เมื่อบินขึ้นไปผสมพันธุ์กับมดตัวผู้สำเร็จก็จะหาพื้นที่เหมาะสมสำหรับวางไข่และทำรังในอนาคต เมื่อนางพญาวางไข่ออกมาจำนวนหนึ่งมันจะเฝ้าดูแลไข่เหล่านั้นจนออกมาเป็นมดงานชุดแรก มดงานเหล่านี้จะคอยหาอาหารและดูแลไข่และตัวอ่อนชุดต่อๆไปจนมดงานเพิ่มจำนวนประชากรในรังให้มากพอ ก็จะเริ่มวางไข่มดนางพญาและมดตัวผู้ออกมาเพื่อขยายพันธุ์และสร้างรังใหม่ นี่เป็นเพียงวงจรการขยายพันธุ์โดยย่อของอาณาจักรมด ซึ่งผมได้มีโอกาสศึกษาและทดลองเลี้ยงมด ทำให้ผมได้เห็นรายละเอียดในพฤติกรรมของมัน ทั้งในการวางไข่ การเลี้ยงดูตัวอ่อนแต่ละตัวที่ต้องใช้ความอ่อนโยนละเอียดอ่อนมาก  จนถึงพฤติกรรมในการล่าเหยื่อที่เต็มไปด้วยความดุร้ายซึ่งถูกรวมกันไว้ในสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ มันอาจเป็นแค่เรื่องราวเล็กๆในธรรมชาติ  หากเพียงแค่เราลองให้เวลาศึกษาเฝ้าดูมด เราจะพบกับอาณาจักรมดที่ไม่เล็กอย่างที่คิด

การเลี้ยงมดของแอม

ผมเริ่มเลี้ยงมดจากนางพญาตัวเดียวในหลอดทดลอง ใส่สำลีชุบนำ้ไว้ที่ก้นหลอด ใส่นางพญาลงไปและมีสำลีปิดปากหลอดไว้ นำหลอดทดลองไปไว้ในทีมืดๆ ให้รบกวนน้อยที่สุด ไม่นานจะพบไข่มดเล็กๆ และต่อจากนั้นประมาณ 1-2 เดือนจะเริ่มเห็นมดงานเดินไปเดินมาในหลอดจึงค่อยเริ่มให้อาหาร เมื่อมีมดงานเพิ่มขึ้นประมาณ 10 ตัวจึงย้ายลงไปเลี้ยงในกล่องเปิดโดยทาพาราฟินออยล์รอบขอบกล่องกันมดหนี เลี้ยงไปซักพักจนได้จำนวนมด 90-200 ตัวก็ย้ายลงไปเลี้ยงในรังปูน ขนาด 20 x 30cm.ต่อจากนี้มดจะเพิ่มปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆจนสามารถขยายรังต่อไปได้อีก ถ้ามีแหล่งอาหารสมบูรณ์นางพญาจะมีอายุได้ถึง 10 ปี มดนางพญาต้องการอาหารประเภทโปรตีนเป็นพิเศษ ส่วนมดงานต้องการอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรท  ในระยะแรกนางพญาจะกินไข่หรือหนอนของตัวเอง ..เป็นปกติ  มดงานชุดแรกจะมีขนาดเล็กทำหน้าที่ดูแลไข่และหาอาหารบ้างและเมื่อมีอาหารสมบูรณ์มากขึ้นก็จะมีมดงานขนาดใหญ่ขึ้นนางพญามดแต่ละสายพันธ์เลือกพื้นที่สร้างรังแตกต่างกัน แม่เป้งสร้างรังบนต้นไม้ แมลงมันจะขุดดินสร้างรัง ถ้านางพญาตาย มดทั้งรังก็จะตายหมด เนื่องจากนางพญาจะควบคุมพฤติกรรมของมดทั้งรังโดยการสร้างฟีโรโมนออกมาควบคุมสื่อสารกับมดทุกตัวในการทำหน้าที่ภาระกิจที่แตกต่างกัน

มดวิทยา

มดวิทยา(Myrmecology)จึงเป็นศาสตร์ทีว่าด้วยการศึกษารวบรวมวิจัยองค์ความรู้เกี่ยวกับมด เนื่องจากการศึกษาหรือวิจัยตลอดจนการสำรวจความรู้เกี่ยวกับมดในประเทศไทยไม่ค่อยมีมาในอดีตทำให้เราอาจรู้จักมดน้อยไป ในขณะทีต่างประเทศมีนักมดวิทยาได้บุกเบิกศึกษาชีวิตมดอย่างจริงจังมาตั้งแต่ประมาณปี ค..1874 และคาดการณ์ว่ายังมีมดอีกมากมายหลายชนิดที่รอการค้นพบและตั้งชื่อ รวมทั้งองค์ความรู้ใหม่ๆที่เราจะเก็บเกี่ยวได้จากอาณาจักรมด   ในขณะที่สังคมเมืองพยายามกำจัดมดออกไปจากวิถีประจำวัน และหลงลืมไปแล้วว่าเรายังต้องอาศัยพึ่งพาใช้บริการจากระบบนิเวศน์ในธรรมชาติโดยที่มีมดเป็นตัวสำคัญอยู่ในระบบ หรือแม้กระทั่งความสะดวกสบายในวิถีสมัยใหม่ที่เราอาศัยอยู่ บางส่วนมาจากการศึกษาวิจัยมด และเมื่อกลุ่มเด็กๆรวมตัวกันสนใจสำรวจศึกษามด แม้มิใช่โครงงานศึกษาโดยตรงหรือคิดหวังได้พึ่งประโยชน์จากมด แต่ก็จะเป็นประสบการณ์ศึกษาที่น่าจะซึมซับ เรียนรู้เข้าใจระบบธรรมชาติที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อนได้มากขึ้น
   ﴾͡๏̯͡๏﴿